บีบหัวใจพ่อ แจ้งความเอาผิด คลินิก ราดน้ำร้อนใส่อกลูก 3 ขวบ
ไนซ์ อีจัน
29 ตุลาคม 2568

หนุ่มลาว ร้องคลินิก ใช้น้ำร้อนราดหน้าอกลูก 3 ขวบ เกือบตาย !!!
เรื่องราวนี้ เกิดขึ้นที่ จ.ชลบุรี ค่ะ
วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. นายพุดสะโม สุวันนะจัก อายุ 29 ปี สัญชาติลาว พร้อมด้วยทนายความ ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.บ่อวิน หลังลูกชายวัย 3 ขวบ ถูกบุคคลอ้างว่าเป็นแพทย์และเจ้าหน้าที่ในคลินิกแห่งหนึ่ง ใน ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ใช้น้ำร้อนราดตัว จนเป็นแผลพุพอง ปวดแสบปวดร้อน




เหตุการณ์เกิดขึ้น วันที่ 24 ตุลาคม 68 ที่ผ่านมา
นายชัยพิกิจ จำปาป่า ซึ่งเป็นญาติของนายพุดสะโม ได้พาเด็กชายชิณนกฤต อายุ 3 ขวบครึ่ง ไปรักษาตัวที่คลินิกดังกล่าว เนื่องจากเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูง และเมื่อไป ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาสอบถามประวัติ แล้วพาเด็กชายเข้าไปตรวจกับชายที่อ้างว่าเป็นแพทย์ ชายคนดังกล่าว ได้ฉีดยาให้เด็กชาย 1 เข็ม และให้นอนรอดูอาการประมาณ 10 นาที ปรากฏว่า เด็กมีอาการช็อก
แพทย์ตรวจอาการ แจ้งให้ผู้ช่วยหญิง นำผ้ามารองที่หน้าอกของเด็ก ก่อจจะใช้น้ำอุ่นมาเทใส่ผ้าที่วางอยู่ตรงหน้าอกของเด็ก หลังจากนั้นอาการเด็กไม่ดีขึ้น แพทย์จึงสั่งให้ผู้หญิงนำน้ำร้อนมาเทราดตรงผ้าที่วางอยู่บนหน้าอกของเด็ก แต่เด็กยังนิ่งอยู่ แพทย์ก็สั่งให้เอาน้ำร้อนมาราดอีก จนนายชัยพิกิจเห็นท่าไม่ดี จึงปัดน้ำร้อนแก้วนั้นไปถูกหญิงสาวคนดังกล่าว โดยไม่ยอมให้หญิงคนดังกล่าวใช้น้ำร้อนราดไปที่เด็กอีกครั้ง จากนั้นเด็กก็ฟื้นขึ้นมา และผู้หญิงได้นำยามาให้ จากนั้นก็ให้กลับบ้านและให้ทำแผลเองที่บ้าน



หลังจากกลับบ้านพักแล้วพบว่า เด็กชายมีอาการปวดแสบปวดร้อน นอนร้องครวญครางทั้งคืน และต่อมาวันที่ 25 ต.ค.68 ก็มีเจ้าหน้าที่มาทำแผลให้ที่บ้าน ซึ่งระหว่างทำแผลเด็กที่บริเวณหน้าอก ลำตัว และหลังนั้น เด็กมีอาการเจ็บปวดและร้องเจ็บอยู่ตลอดเวลา ผู้ปกครองเป็นกังวลมาก จึงพาเด็กไปตรวจที่โรงพยาบาลปลวกแดง เนื่องจากทนเห็นเด็กนอนร้องจากความทรมานไม่ได้
จากนั้นแพทย์ที่โรงพยาบาลปลวกแดงเห็นว่าอาการหนักจึงได้ ส่งตัว ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลระยอง โดยแพทย์นำเข้ารักษาที่ห้องไอซียูทันที และกล่าวว่าถ้าเอาเด็กมารักษาช้ากว่านี้อาจได้รับอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้



หลังเด็กอยู่ในมือแพทย์แล้ว ทางญาติก็เดินทางกลับไปที่คลินิกดังกล่าว เพื่อจะสอบถามความรับผิดชอบ กลับถูกทางคลินิกกล่าวหาว่าจะมาเรียกร้องเอาเงิน อ้างว่าการรักษาแบบนี้ถูกต้องแล้ว และยังอ้างว่ามีญาติเป็นอัยการ และเจ้าหน้าที่ในสาธารณสุขจังหวัดอีก ทำให้ทางญาติกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงปรึกษาทนายและเดินทางเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับทางคลินิกดังกล่าวแล้ว