อัปเดตเหตุถนนทรุด 29 วัน รื้ออาคาร สน.สามเสน แล้วกว่า 70% 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

23 ตุลาคม 2568

อัปเดตเหตุถนนทรุด 29 วัน รื้ออาคาร สน.สามเสน แล้วกว่า 70% 

อัปเดตความคืบหน้า 29 วัน 

หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัวขนาดใหญ่ บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน 2568 

วันนี้ (23 ต.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้ารื้อถอนอาคาร สน.สามเสน อย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้รถน้ำดับเพลิงฉีดน้ำลดฝุ่นที่เกิดจากการรื้อถอนตลอดการดำเนินงาน ขณะที่มีการนำท่อระบายน้ำเข้ามาเตรียมไว้ในพื้นที่ เพื่อวางระบบระบายน้ำ ก่อนดำเนินการสร้างทางลาด(Ramp) ที่เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล 

นายธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เปิดเผยความคืบหน้าในการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ว่าเมื่อวานนี้ (22 ต.ค.68) ดำเนินการรื้อถอนไปแล้วประมาณ 50% โดยมีการขึงผ้าใบป้องกันเศษวัสดุตกหล่นไปถูกบ้านเรือนประชาชน และใช้รถน้ำดับเพลิงฉีดน้ำลดฝุ่นตลอดการดำเนินงาน  

เบื้องต้น ผู้รับจ้างได้ขอระยะเวลาในการรื้อถอนอาคารสน.สามเสน 20 วัน โดยวันนี้เป็นวันที่ 2 แต่จากการประเมินความคืบหน้าในการทำงานแล้วคาดว่าอาจเสร็จเร็วกว่ากรอบระยะเวลาที่ผู้รับจ้างวางไว้ โดยอาจรื้อถอนจนถึงระดับพื้นดินได้เร็วที่สุดไม่เกิน 5 วันนับจากวันนี้ ส่วนเศษซากวัสดุจากการรื้อถอนก็จะมีการย่อยชิ้นส่วนขนาดใหญ่ให้เล็กลงและขนย้ายออกจากพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน 

สำหรับแผนการดำเนินงานหลังจากการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการถมดินใต้อาคารที่เป็นโพรงเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบความแน่นของดินที่ถมว่าเพียงพอหรือไม่ จากนั้นจะมีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารโดยรอบ รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่ไปชั่วคราว หากพบว่ามีความแข็งแรงปลอดภัยเพียงพอแล้ว ก็จะอนุญาตให้ประชาชนสามารถกลับเข้ามาพักอาศัยได้ 

ส่วนการสร้างทางลาดที่เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาลนั้น จะสามารถดำเนินการได้ภายหลังวางระบบท่อระบายน้ำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแม้ขณะนี้จะมีการนำท่อระบายน้ำเข้ามาเตรียมไว้ในพื้นที่แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากหากดำเนินการในขณะนี้ก็จะรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ระหว่างรื้อถอนอาคารได้ จึงต้องรอให้การรื้อถอนอาคารแล้วเสร็จก่อน พร้อมยอมรับว่าจะต้องมีการพูดคุยหารือเรื่องการคืนพื้นผิวจราจรกันอีกครั้งว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้เมื่อใด  

ด้านนายวัชรพล คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผู้แทนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย บอกว่าแผนการดำเนินงานขณะนี้จะเป็นการเร่งรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน โดยจากการตรวจสอบยังไม่พบว่าอาคารโดยรอบพื้นที่มีการเคลื่อนตัวเพิ่มแต่อย่างใด โดยเชื่อว่าการถมทรายก่อนหน้านี้ช่วยป้องกันการเคลื่อนตัวของอาคารได้ 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินงานด้วยความระมัดระวังตลอดเวลา รวมทั้งมีการตรวจวัดค่าระดับน้ำใต้ดิน และเสถียรภาพดินในพื้นที่ตลอดการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัย 

ขณะที่ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ควบคู่ไปกับการเตรียมพื้นที่เพื่อวางท่อระบายน้ำก่อนดำเนินการสร้างพื้นผิวจราจรคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยในส่วนของการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 70% รวมทั้งขนย้ายเศษวัสดุออกจากพื้นที่ คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในวันเสาร์นี้ (25 ต.ค.68)  

พร้อมยอมรับว่าอาจจะยังไม่สามารถเปิดพื้นผิวการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ในเร็วๆ นี้ โดยจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากวันจันทร์นี้ (27 ต.ค.68) จะเป็นวันเปิดภาคเรียน โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มรถ Shuttle Bus เพื่อให้บริการรับ-ส่งนักเรียนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น   

ทั้งนี้ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเข้ามาหารือเพื่อสรุปเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในพรุ่งนี้ (24 ต.ค.68) เวลา 13.30 น. 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวอัปเดตว่า ปัจจุบันผู้รับจ้างยังคงทำการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสนอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้รถแบคโฮติดหัวหนีบตัดคอนกรีต จำนวน 2 คัน ในการช่วยรื้อถอน พร้อมกับมีการเคลียร์เศษซากจากการรื้อถอนออกนอกพื้นที่ รวมถึงได้มีการสำรวจการทรุดตัวรอบบริเวณพื้นที่ และตรวจวัดค่าระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัย 

ในส่วนของอาคารทีปังกรรัศมีโชติ โรงพยาบาลวชิรพยาบาลอยู่ระหว่างการเตรียมการทำทางเดินรถชั่วคราวรอบอาคาร รวมถึงเตรียมขุดวางระบบท่อระบายน้ำขนาด 600 มิลลิเมตร บริเวณหน้าอาคาร 

ทั้งนี้ ยังคงติดตาม ตรวจสอบ อาคารแฟลตตำรวจและอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยทางโครงการฯ ยังคงเร่งดำเนินการและคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นผิวการจราจรต่อไป