สุดยอด! ไทยติด TOP 6 ประเทศที่ผลิต “แร่แรร์เอิร์ธ” มากที่สุดในโลก 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

28 ตุลาคม 2568

สุดยอด! ไทยติด TOP 6 ประเทศที่ผลิต “แร่แรร์เอิร์ธ” มากที่สุดในโลก 

ไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ขึ้นเป็นผู้ผลิตแร่โลหะหายากอันดับที่ 6 ของโลก 

ขณะที่ทั่วโลกกำลังเร่งช่วงชิงทรัพยากรเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด “แร่โลหะหายาก” หรือ Rare Earths ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีชั้นสูงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเศรษฐกิจโลก 

และไทยก็กำลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “แร่แรร์เอิร์ธ” หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวหลังเป็นสักขีพยานพิธีลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย ว่าได้ลงนาม MOU กับไทยในการพัฒนา “แร่แรร์เอิร์ธ” ฉบับแรก  

จากข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) 10 ประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ. 2567 พบว่า ประเทศไทย ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตแร่โลหะหายากอันดับที่ 6 ของโลก ด้วยปริมาณการผลิตเกือบ 13,000 เมตริกตันในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 261% จากปีก่อนหน้า และมากกว่าปี 2561 กว่า 13 เท่า  

โดย 10 ประเทศผู้ผลิตแร่หายาก หรือ Rare Earths มากที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ. 2567  ได้แก่ 

1. จีน 

จีนยังคงเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเฉพาะแร่ชนิดเบา เช่น นีโอไดเมียมและเพรซีโอดิเมียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่เหล็กถาวร ปีที่แล้ว จีนมีผลผลิตสูงถึง 270,000 เมตริกตัน โดยบริษัทที่เป็นผู้เล่นหลักคือบริษัท China Northern Rare Earth High-Tech ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเหมืองขนาดใหญ่ Bayan Obo ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน 

2. สหรัฐอเมริกา 

แร่หายากในสหรัฐอเมริกามาจากเหมืองเพียงแห่งเดียวคือ Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท MP Materials โดยผลิตนีโอไดเมียมและเพรซีโอดิเมียมออกไซด์ (NdPr) สำหรับแม่เหล็กถาวรชนิด NdFeB โดยปีที่แล้ว มีผลผลิต 45,000 เมตริกตัน 

3. เมียนมา 

ปีที่แล้ว เมียนมามีผลผลิต 31,000 เมตริกตัน ลดลงกว่า 27% จากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่าปี พ.ศ. 2565 ถึง 158% เหมืองส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มชาติพันธุ์และกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ซึ่งขาดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การสกัดแร่ของพวกเขาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อแม่น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ โดยจีนพึ่งพาเมียนมาสำหรับแร่หายากมากถึง 70% โดยเฉพาะแร่หายากชนิดหนักอย่างดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม 

4. ออสเตรเลีย 

ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่นอกประเทศจีน โดยมีเหมือง Mount Weld ของบริษัท Lynas Rare Earths เป็นผู้นำหลัก โดยปีที่แล้ว สามารถผลิตได้ 13,000 เมตริกตัน และภายในปีนี้ตั้งเป้าการผลิต 12,000 ตัน ขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียก็กำลังลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงการเหมืองแร่และโรงถลุงแห่งใหม่ 

5. ไนจีเรีย 

เมื่อปีที่แล้ว ไนจีเรียมีผลผลิตแร่หายาก 13,000 เมตริกตัน ประเทศนี้ถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดแร่หายากโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 80% จากปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อร่วมกันพัฒนาเหมืองแร่และอุตสาหกรรมแร่หายาก 

6. ไทย 

ข้อมูลจาก USGS ระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว ไทยน่าจะมีผลผลิตเกือบ 13,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้น 261% จากปี พ.ศ. 2566 และสูงกว่าระดับในปี พ.ศ. 2561 ถึง 13 เท่า แม้ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแร่หายากของไทยจะมีไม่มากนัก แต่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าแร่หายากรายใหญ่ของจีน โรงงานสำคัญคือ Neo Magnequench ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Neo Performance Materials (แคนาดา) ที่ผลิตวัสดุแม่เหล็กแร่หายากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 

7. อินเดีย 

อินเดียมีผลผลิต 2,900 เมตริกตัน เท่ากับปีก่อนหน้า แม้จะมีศักยภาพสูงจากแหล่งแร่ชายฝั่ง อินเดียได้เข้าร่วม “หุ้นส่วนความมั่นคงด้านแร่ธาตุ (MSP)” ที่เสนอโดยสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก 

8. รัสเซีย 

รัสเซียมีผลผลิตคงที่มาหลายปีที่ 2,600 เมตริกตัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตทั่วโลกจาก 1.3% เป็น 10% ภายในปี พ.ศ. 2573 ผ่านโครงการเหมือง Tomtor ที่กำลังพัฒนา แต่โครงการดังกล่าวมีความล่าช้าและเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์โดยตรงจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน 

9. มาดากัสการ์ 

มาดากัสการ์มีผลผลิต 2,000 เมตริกตัน ซึ่งกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากการต่อต้านของชุมชนในพื้นที่เหมือง โดยเฉพาะในคาบสมุทร Ampasindava ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากที่สำคัญของโลก 

10. เวียดนาม 

เวียดนามมีผลผลิต คาดว่าอยู่ที่ 300 เมตริกตัน ลดลง 75% จากปี พ.ศ. 2565 แม้จะมีปริมาณสำรองมากเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตในเหมืองแร่เมื่อปี พ.ศ. 2566 ทำให้แผนการพัฒนาแร่หายากต้องหยุดชะงักลง 

ที่มา: moneyandbanking