“ทนายบอสพอล” นำ 20 ตัวแทนขายดิไอคอน เข้าให้ข้อมูล DSI 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

4 พฤศจิกายน 2567

“ทนายบอสพอล” นำ 20 ตัวแทนขายดิไอคอน เข้าให้ข้อมูล DSI 

คืบหน้ามหากาพย์คดีหมื่นล้าน #ดิไอคอน 

เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (4 พ.ย.67) ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของบอสพอล พากลุ่มพยานฝั่งดิไอคอนชุดแรก จำนวน 20 คน มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ  

คุณมลญ่า ตัวแทนกลุ่มพยาน กล่าวว่า ตนเป็นดีลเลอร์ขายคอลลาเจน และสินค้ามาประมาณ 4 ปี จุดเริ่มต้นเกิดจากการได้ลองทานคอลลาเจนก่อน จากนั้นก็เปิดบิลแรก ไปประมาณ 5 หมื่นบาท และขายสินค้าในเครือดิไอคอนกรุ๊ปมาตลอด จนตอนนี้อยู่ในระดับตัวแทนวิสดอม มีโอกาสได้ไปเที่ยวตามโปรโมชั่นกับทางบริษัทหลายประเทศ อย่างล่าสุด ไปลอนดอน และปารีส เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างกรณีของตน ก็มีผู้ที่มาทำธุรกิจร่วม มากกว่า 100 คน แล้ว 

ในวันนี้ (4 พ.ย.67) ตนตัดสินใจมาเป็นพยาน และให้ข้อมูลกับตำรวจ ยืนยันว่าตลอดเวลาดิไอคอน ก็เจอแต่มุมดีๆ มีการสอนทำธุรกิจจริง โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ มีการสอนวิธีการขายต่างๆ ทำให้ตน จากคนที่ขายของออนไลน์ไม่เป็น ก็มีความรู้มากขึ้น โดยทางบริษัทเน้น ให้เรารู้จักสินค้าในแต่ละอย่างที่ขาย เพื่อจะได้ไปแนะนำลูกค้าได้อย่างถูกต้อง  

เมื่อถามถึงรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของดิไอคอน คุณมลญ่า บอกว่า ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับความขยันในแต่ละเดือน และเศรษฐกิจในช่วงนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ลักษณะการขายสินค้าของตน ก็จะเป็นการไปเจอกับลูกค้า และแนะนำสินค้าต่างๆ ให้ ตนก็จะจัดสินค้าให้ลูกค้าแต่ละรายเป็นลัง เพราะส่วนจะสั่งซื้อประจำเดือน เนื่องจากจะมีส่วนลดมากกว่า โดยส่วนตัวตนก็จะถนัดขายออฟไลน์มากกว่า เนื่องจากได้เจอลูกค้า และเน้นแนะนำปากต่อปาก และในส่วนของบอสดาราทั้ง 3 คน ได้มีการแนะนำหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำคอนเทนต์ โดยจะให้เลือกเองว่า ถนัดแบบไหนก็จะให้เราเลือกทำแบบนั้น  

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เป็นข่าว ก็มีลูกค้าหลายท่านรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อสินค้าจากตน ก็จะเป็นคนที่มีอายุแล้ว และเมื่อมีข่าวออกมาลูกหลาน ก็จะเตือน เนื่องจากไม่มั่นใจในสินค้าของบริษัท แต่ยืนยันว่าสินค้าทั้งหมดมี อย. ถูกต้อง  

สำหรับการออกมาเป็นพยานในวันนี้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณบริษัทหรือไม่นั้น คุณมลญ่า มองว่าสิ่งใดที่มีพระคุณ ก็ต้องตอบแทนในชาตินี้ อย่างเช่น ดิไอคอน ได้ให้ความรู้ ให้อาชีพ วันนี้เขาได้รับความเดือดร้อน ตนขอตอบแทนพระคุณ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีกไหม ตนถือว่าเป็นหนึ่งเมล็ดในดิไอคอน ที่สร้างตนให้เป็นคนที่มีความรู้ขึ้นมา สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ คนที่มาร่วมทำธุรกิจกับเรา ก็ยังมีสินค้าอยู่จึง ขอฝากบอกผ่านสื่อตรงนี้ว่า อยากจะแสดงความจริงใจให้กับทีมของตัวเองว่าไม่มีเจตนาที่จะทำให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่อยากให้กล่าวโทษใคร 

เมื่อถามว่า ดิไอคอน ได้สอนเรายังไงบ้าง คุณมลญ่า ตอบว่า เมื่อก่อนเราไม่มีความรู้อะไรเลย ไม่มีไลน์ ไม่มีเฟซบุ๊ก ก็กังวลว่า ทางบริษัทจะไม่สอนแต่ปรากฏว่าบริษัทสอนความรู้ของเรา จนมีโอกาสนำความรู้ที่ได้มาไปสอนคนอื่น และไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง อยากจะขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้มาให้ ทำให้เราสามารถแบ่งปันความรู้เรื่องออนไลน์ให้กับคนอื่นอีกหลายคน แต่หากใครอยากจะเรียนรู้ เรื่องธุรกิจออนไลน์ ก็สามารถติดต่อตนมาได้ ตนยินดีสอนฟรี ทั้งเรื่องการขายสินค้า ขายสร้างตัวตน ยิงแอดโฆษณาต่าง ๆ  

โดยหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก เราก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิด เหรียญมีสองด้าน  

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการมาเป็นพยานในวันนี้หลายคนอาจจะมองว่า เป็นการจัดฉากหรือไม่นั้น คุณมลญ่า กล่าวว่า การที่เรานัดกับใครหลายคนเพื่อให้มาพูดในสิ่งเดียวกันมันเป็นเรื่องที่ยาก และมองว่ามันไม่คุ้มกับความเสี่ยงในอนาคต ไม่มีการจัดฉากแน่นอน หากว่าเป็นการจัดฉากจริง คนที่มายืนอยู่ตรงนี้ ก็จะต้องมีการซักซ้อม การตอบคำถามให้เหมือนกัน ซึ่งมันจะทำได้กี่วัน ความจริง ก็คือ ความจริง  

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่สัมภาษณ์  คุณมลญ่า ได้คำเรียกว่า ”ท่าน“ เสมอ ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามว่า คุณท่านที่พูดถึง หมายถึงใคร โดยคุณมลญ่า บอกว่า หมายถึงทุกคนในบริษัท ไม่ได้พาดพิงใครเป็นพิเศษ  

ด้านทนายวิฑูรย์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้พาพยานกว่า 20 คน ในฝั่งของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป มาให้การในชั้นพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ โดยมาให้การตามข้อเท็จจริง ซึ่งมีพยานที่ยืนยันตนแล้วประมาณพันกว่าคน แต่มีในรายชื่ออยู่ที่ 2,400 คน และมีการติดต่อประสานงานเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตนเองมั่นใจในข้อเท็จริง และเชื่อว่าพยานจะให้การตามความเป็นจริง จึงไม่ได้หนักใจอะไร  

อีกทั้ง หลังจากนี้ ตนเองจะไปปรึกษากับดีเอสไอว่า สามารถขยายกำลังการสอบสวนได้มากเพียงใด รวมถึงจะสามารถส่งพนักงานสอบสวนไปสอบปากคำพยานในพื้นที่ต่างจังหวัด และต่างประเทศได้หรือไม่ หากทำได้ ตนก็มีแผนเดินสายพบปะพยานทั้งประเทศ เพื่อให้เข้าปากคำกับดีเอสไอในฐานะพยาน  

เบื้องต้น จากการประเมินมีตัวแทนกว่า 10,000 – 15,000 คน แต่จะสามารถดึงพยานเข้าให้ปากคำได้มากเท่าไหร่ตนเองยังไม่ทราบ ซึ่งเชื่อว่า ดีเอสไอจะต้องรับฟัง เพราะงานจะหนักในช่วงสอบสวน เพื่อที่ในชั้นอัยการ และชั้นศาล จะได้ง่ายลง หากตัดพยานเหลือเพียง 50 คน ตนก็จะไปร้องขอความเป็นธรรม และแจ้งข้อกล่าวหา ม.157 สุดท้ายคดีก็จะไม่ไปไหน และอัยการ ก็จะตีสำนวนกลับอยู่ดี ซึ่งเราจะต้องใช้สิทธิ์พยานทุกปากในฝั่งจำเลย เพราะหมื่นกว่าคน ก็ไม่เคยมาให้การ ก็อาจจะวุ่นวาย และสร้างภาระให้กับอัยการ และศาล จึงมองว่าควรให้จบในชั้นสอบสวน และเชื่อว่าดีเอสไอใจกว้างมากพอจะสอบเพิ่ม 

ส่วนความกังวลว่าจะจำกัดอิสระภาพของกลุ่มผู้ต้องหานานขึ้นหรือไม่ นายวิฑูรย์ ระบุว่า ฝั่งตนเองเสียหาย และยังต้องขังอยู่ แต่การสู้คดี เราเสียหายตอนนี้ จะสบายในระยะยาว ดีกว่าสบายในวันนี้ และในชั้นศาลมีปัญหา 

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอควรจะรับฟังพยานหลักฐานของฝั่งเราบ้าง เพราะพยานที่มาในวันนี้ เป็นพยานที่ทำธุรกิจจริง และยังมีพยานอีกกลุ่ม คือ พยานโรงงานที่ผลิต ที่จะให้ปากคำว่าได้ส่งสินค้าให้บริษัทดิไอคอนกรุ๊ปจริง และอีกกลุ่มที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านธุรกิจ และกฎหมาย อยู่ระหว่างการประสานเข้าเป็นพยาน คาดว่าน่าจะได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 67 นี้ รวมถึงขอให้กำหนดประเด็นพฤติการณ์ของผู้เสียหายแต่ละคน เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถชี้แจงในแต่ละประเด็นได้ 

ขณะที่ นายมอส พยานอีกหนึ่งคนที่ขายสินค้าของดิไอคอนแบบออนไลน์ เผยว่า ตนเองเริ่มทำธุรกิจของดืไอคอนมา 3 ปีกว่า โดยเริ่มจากการลองกินใช้สินค้ามาก่อน ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตนเองขายของออนไลน์มาก่อน แล้วหาสินค้าที่เข้ากับตัวเรากินใช้แล้วโอเคจึงตัดสินใจขาย และตนเองขายมานานหลักปีแล้ว ไม่ได้ไปชักชวนอะไร พอเป็นคดีความ ก็ไม่ได้มีผลกับการขายสินค้า เพราะตนเองใช้ตัวเองในการดูแลลูกค้า อาจจะแค่ตกใจกับกระแสข่าว พอได้พูดคุยอธิบายลูกค้าก็เข้าใจ และลูกค้าส่วนใหญ่มีสินค้าที่กินใช้อยู่ปกติ ลูกค้าก็มีตกใจเรื่องของ อย. ของสินค้า ซึ่งตนเองได้อัปเดตข้อมูลโดยการนำไปเช็กในเว็บไซต์ของ อย. เพื่อไม่ให้ลูกค้ากังวล ซึ่งส่วนใหญ่ตกใจแต่ไม่ได้เลิกทาน 

นายมอส เล่าต่อว่า ตั้งแต่เป็นคดีความ ก็ปิดแอด เปลี่ยนมาสื่อสารแบบไลฟ์สด เพราะใช้ตัวเองในการขายสินค้า ทั้งนี้ไม่ได้กังวล เรื่องสินค้าเพราะมีการตรวจสอบมาอย่างดี และยืนยันว่า สินค้าขายได้และตนเองก็ขายมานานแล้ว ซึ่งการเข้ามาทำธุรกิจดิไอคอนสามารถเลือกได้ว่าจะขายของหรือหาสมาชิก แต่เน้นการขายของเป็นแกนหลัก และส่วนตัวก็เน้นขายของ และยังไม่เคยหาสมาชิกมาเปิดบิล และตนเองก็จะเน้นอยากขายของและดูแลลูกค้าที่ซื้อสินค้ามากกว่า 

ขณะเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้มายื่นหนังสือให้ DSI ดำเนินการตรวจสอบพร้อมกับแจ้งข้อหากับบอสพอล ถึงแม้ว่าตนจะเคยไปยื่นเรื่องให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ดำเนินการตรวจสอบแล้ว แต่คนอยากให้มีการแจ้งข้อหาให้เร็วกว่านี้  

ส่วนกรณีที่ทนายวิฑูรย์ นำพยานฝั่งดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 20 คน มาให้ปากคำนั้น นายอัจฉริยะ เผยว่า เป็นคนละส่วนกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ ซึ่งตนก็ได้มีการพูดคุยกับทนายวิฑูรย์ก่อนมาแล้ว ส่วนเรื่องที่ตนเข้าไปห้องสอบสวนภายในเรือนจำนั้น ขอยืนยันว่าตนเข้าไปอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยเข้าไปในฐานะบุคคลที่ไว้วางใจของ “โค้ชแล็ป” ซึ่งตนได้รับการร้องขอจากภรรยา และพี่ชายคนโค้ชแล็ป  

ส่วนกรณีที่ทนายวิฑูรย์ ออกมาตอบโต้ว่า มีคนอ้างตัวเป็นตำรวจสอบสวนกลางไปเรียกรับเงิน 9 ล้านบาทจากโค้ชแล็ปนั้น ไม่เป็นความจริง โดยให้ไปสอบถามเรื่องนี้กับทนายวิฑูรย์เอาเอง ว่าวันนั้น (4 ต.ค.67) เวลา 10.30 น. ได้รับสายจากใครหรือเปล่า ซึ่งนายอัจฉริยะยังบอกอีกว่า ประเด็นนี้อยากให้ตำรวจสอบส่วนกลางได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะบุคคลที่โทรมาข่มขู่เรียกรับเงินนั้น อาจจะเป็นตำรวจปลอมหรืออาจจะเป็นนิ้วให้ตำรวจก็ได้