“ชมรมเภสัชชนบท” วอนรัฐฯ คุมราคายา รพ.เอกชน พร้อมแนะ 4 ทางแก้ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

1 ตุลาคม 2568

“ชมรมเภสัชชนบท” วอนรัฐฯ คุมราคายา รพ.เอกชน พร้อมแนะ 4 ทางแก้ 

จากรณี นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงถึงนโยบายเศรษฐกิจ โดยระบุหนึ่งในแนวทางสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ เล็งเดินหน้าคุมราคายา–เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน ให้ผู้ป่วยมีสิทธิ์เลือก ตรวจสอบราคาก่อนรักษา ซื้อยาจากร้านค้าภายนอก รพ. ได้ หวังลดภาระค่ารักษากว่า 32,400 ล้านบาท/ปี 

ล่าสุดวันนี้ ( 1 ต.ค.68 ) เพจเฟซบุ๊กชมรมเภสัชชนบท ออกมาโพสต์หนังสือเปิดผนึกถึงนายกฯ เรื่องการแก้ปัญหายาแพง ระบุว่า… 

4 เดือนกับโจทย์หินของรัฐบาล การควบคุมราคายาโรงพยาบาลเอกชน เพื่อ “คุมราคายา-เวชภัณฑ์” ไม่น่าใช่ first priority ของฝ่ายการเมืองในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทย (รวมทั้งรัฐ-เอกชน) ประมาณ 4–5% ของ GDP ในนี้ “ค่ายาและเวชภัณฑ์ใน รพ.เอกชนเป็นเพียงเศษเสี้ยวหลักไม่กี่หมื่นล้านบาท/ปี เมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจรวมหลายสิบล้านล้านบาท 

ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะตอบโจทย์ Good politics – Low economic impact ของฝ่ายการเมืองที่คาดว่าจะมีอายุ 4 เดือน อย่างไรก็ตามการควบคุมราคายาโรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยทำมาก่อนแต่ไม่เคยสำเร็จ ดังนั้นอาจจะเป็นความท้าทายที่จะทำให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้เพื่อความหวังสมัยหน้าของรัฐบาล ความจริงตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา 

แม้ยาเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 แต่การรับเป็นเจ้าภาพดำเนินการระหว่างกรมการค้าภายใน กับ อย. ยังมี GAP เช่น กรมการค้าภายในมองว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านยา ขณะที่ภารกิจ อย.ดูเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยไม่ใช่ราคา ดังนั้นความเป็นจริงเรื่องราคายา ตลาดยามีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป เทียบกับรายการสินค้าใน พ.ร.บ.ควบคุมราคาสินค้าและบริการ โดยราคาหน้าโรงงาน ไม่ได้เท่ากับราคาที่ รพ.ขาย เพราะมี margin อีกหลายชั้น (ผู้นำเข้า, distributor, โรงพยาบาล)  

เมื่อมี margin หลายชั้นแล้วจะคุมตรงไหน ถ้าคุมจากที่ต้นทาง รพ. ก็ยังบวก margin ได้ ถ้าคุมปลายทางเอกชนจะอ้างต้นทุนแฝงทั้ง stock, cold chain, R&D ไปจนถึงค่าบริการแพทย์ 

โดยโรงพยาบาลเอกชนระดับ top 5 คือ บริษัทจดทะเบียน มีกำไรจากค่ายาเวชภัณฑ์เป็นอีกรายได้หลัก เมื่อรัฐบังคับคุมราคาจริง จะกระทบโดยตรง และเกิดการ lobby อย่างหนักมาก ซึ่งภาพลักษณะนี้เป็นปกติ ฝ่ายการเมืองรู้ถึง Scenario นี้อยู่แล้ว ชมรมเภสัชชนบทถอดบทเรียนและจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้ 

1. เสนอให้รัฐบาลโดยกรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย.) ใช้กลไกราคากลาง (Reference Pricing) 

 1.1 อย. จัดทำ list ยาที่จำเป็น Essential Medicines 

 1.2 กรมการค้าภายใน กำหนดราคากลางและเพดานกำไร เช่น กำหนดรายการยา generic จำนวน 100 รายการที่แพทย์สั่งใช้กับคนใช้จำนวนมาก ต้องขายไม่เกิน xxxxx % ของราคากลาง reference price 

2. รัฐบาลโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข บังคับใช้ข้อกำหนดอย่างจริงจังที่ รพ.เอกชน ต้องออกทางเลือกให้ใบสั่งยาและให้ผู้ป่วยเลือกซื้อจากร้านยาได้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด โดยไม่ต้องไปคุมราคา 

3. ราคาที่ฉลาก โดยที่ประชาชนตรวจสอบได้ว่า ยาตัวนี้มีเพดานราคาเท่าไหร่ ถ้า รพ.ขายแพงกว่ามาก ต้องมีเหตุผลชี้แจง Price Transparency ต้องดำเนินการโดยมีฐานข้อมูลกลาง รวบรวมข้อมูลและให้ผู้ป่วยเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง 

4. บังคับใช้เป็น Phase โดย  

 ระยะที่ 1: ยาที่ใช้บ่อยที่สุด 100 รายการแรก 

 ระยะที่ 2: เวชภัณฑ์พื้นฐาน เช่น น้ำเกลือ  เข็ม ผ้าก๊อซ ฯลฯ  

 ระยะที่ 3  ยากลุ่มโรคเรื้อรังที่มียา generic แล้วโดยเฉพาะเบาหวาน  ความดัน ไขมัน  ข้อนี้จะสะท้อนความรอบคอบและไม่ภาระกระทบกับ supply chain 

ซึ่งแนวคิดรัฐบาลโดย รมต.ศุภจี น่าสนใจ ถูกทิศทางและสอดคล้องกับแนวโน้มสากล แต่ต้องทำแบบรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบ supply chain หรือทำให้โรงพยาบาลเอกชนปรับราคาอย่างอื่นแทน ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยอาจไม่เห็นประโยชน์จริงเท่าที่คาดหวัง ความท้าทายคือ 4 เดือนกับการควบคุมราคา อย่างน้อยระยะที่ 1 เกิดขึ้นก็น่าจะพอทำให้เป็นแรงดีด มีแรงสนับสนุนในการทำงานครั้งหน้าต่อไป