ดูไว้ใครค้นพบ “ปราสาทตาควาย” อดีต ตชด. เขย่าประวัติศาสตร์ชายแดน ชี้ ยอดปราสาทพังไม่ใช่ฟ้าผ่า?
แพทตี้ อีจัน
10 มกราคม 2569

โพสต์เดียวสะเทือนประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา
อดีตตำรวจตระเวนชายแดนออกมาเปิดเผยว่า “ปราสาทตาควาย” ที่คนไทยคุ้นชื่อ แท้จริงแล้วมีชื่อเดิมว่า “ปราสาทตาวาย” พร้อมเล่าหลักฐานจากคำบอกเล่าชาวบ้านรุ่นเก่า และประสบการณ์ตรงเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ชี้ ร่องรอยความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ?
วานนี้ (9 ม.ค.69) ส.ต.ต.เจริญ ปานพรมมา อดีตตำรวจตระเวนชายแดน ที่เคยประจำการอยู่ที่ฐานอินทรีย์พิชิตศึก ที่อยู่ตีนบ้านไทยนิยม ฐานช่องติ๊กเบ๊าะ ติดกับปราสาทตาวาย หรือ ปราสาทตาควาย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าว่า…
“ชื่อเดิม ของ ปราสาทตาควาย คือ “ตาวาย”
หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น สภาพเดิมๆ ของปราสาทตาควาย
วันนี้ผมเอาภาพให้ดูในสมัยที่ผมไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ปราสาทตาวาย ปี 2538 ถึง 2545
ชื่อเดิมของปราสาทตาควาย คือ ปราสาทตาวาย หรือเขมรเรียกว่าตากระเบย (กระบือ ที่แปลว่าควาย)
การตั้งชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ ส่วนมาก จะตั้งชื่อตามบุคคลที่ค้นพบ

ชื่อของปราสาท “ตาวาย” ที่ปัจจุบัน คนเรียกปราสาทตาควาย มีที่มาจากพรานชาวบ้าน ที่อยู่บริเวณบ้านไทยนิยมพัฒนา ที่เป็นปัจจุบันนี้ เป็นหมู่บ้านสุดชายแดนก่อนที่จะขึ้นไปปราสาทตาวาย ตาควาย
ในสมัยก่อนเป็นดงเป็นป่า ยังไม่มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีแต่ตาวาย กับครอบครัว และเพื่อนบ้านอีก 2-3 หลัง ได้อพยพเข้าไปในป่าลึก บุกป่าฝ่าดง ไปหาทำเลทำไร่สวน ในทำเลใหม่
ในสมัยอดีตที่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ๆ ตาวาย ได้ออกไปล่าสัตว์ ตามสัตว์เข้าไปในป่าลึก แล้วไปเจอปราสาท จึงได้กลับออกมาเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ตาวายพาพราน เพื่อนบ้านญาติพี่น้องหลายคนกลับเข้าไปที่ปราสาทนี้ เพื่อยืนยันว่าตัวเองพบเห็นปราสาทใหญ่อยู่ในกลางป่าลึกในสภาพป่าไม้เครือคลุมสมบูรณ์ จริง ๆ
เมื่อไปเห็นแล้ว ทุกคนเกิดอัศจรรย์ใจในความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินที่อยู่กลางป่าเป็นยิ่งนัก จึงได้พร้อมใจกันตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึก ให้แก่ตาวาย ว่า “ปราสาทตาวาย” และคำบอกเล่าของชาวบ้านไทยนิยม ว่าปราสาทที่พากันไปเจอครั้งแรก ด้านในเข้าไม่ได้ ถูกอัดแน่นด้วยขี้ค้างคาวที่สะสมมาเป็นระยะเวลาเกือบพันปี จึงได้พากันโกยออก จนเผยให้เห็นในสภาพด้านในได้
นี่เป็นข้อมูลที่ผม ส.ต.ต.เจริญ ปานพรมมา ยศในขณะนั้น บันทึกข้อมูล ผมเป็น ตชด. ตำรวจตระเวนชายแดน ไปประจำการอยู่ที่ฐานอินทรีย์พิชิตศึก ที่อยู่ตีนบ้านไทยนิยม ฐานช่องติ๊กเบ๊าะ ติดกับปราสาทตาวาย ( โดยได้ไปผลัดเปลี่ยนกับกองกำลัง กองร้อย ตชด 216 ) และได้ยินจากปากของชาวบ้านรุ่นเก่าๆ 3-4 คน ยืนยันตรงกันจริงจึงได้บันทึกไว้ ชื่อ สกุล อายุ ของชาวบ้านที่ผมไปคุยด้วย ซึ่ง สมัยนั้น แต่ละคน อายุ 50-60 ปีกัน และผมมีความสนใจศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์โบราณสถาน ทำให้ผมได้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้มาก แต่น่าเสียดายที่หนังสือที่ผมจดบันทึกเกี่ยวกับ ทั้งปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาวาย ชื่อบุคคลที่ผมสัมภาษณ์พูดคุยและภาพถ่าย เกิดการสูญหายในระหว่างย้ายบ้าน ในปี 2546
ซึ่งปราสาทตาเมือนธม ก็เหมือนกัน ตาเมือนเป็นคนไปค้นพบปราสาทกลุ่มตาเมือน เป็นคนแรก แต่เรายังเรียกชื่อตาเมือนเหมือนเดิม แต่ปราสาทตาวาย เรียกเพี้ยนเปลี่ยนไป เป็น ตาควาย
ในช่วงปี 2538 ที่ผมไปอยู่ใหม่ ๆ ชาวบ้านยังเรียกชื่อว่าปราสาทตาวายอยู่เลย ถ้าไปถามชาวบ้านไทยนิยม บ้านไทยสันติสุขรุ่นเก่าๆ ที่อาศัยอยู่เดิม เขาจะรู้จักชื่อปราสาทตาวาย

ปี 2545 กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 215 ได้มีหนังสือไปถึง กรมศิลปากร ให้เข้ามาร่วมสำรวจ และ ตชด.ได้นำพาสำรวจ หลังจากนั้น ได้เริ่มอนุญาตให้ชาวบ้านไทยนิยม บ้านไทยสันติสุข และบ้านใกล้เคียงและผู้คนที่ได้ยินข่าวขึ้นไปเที่ยวชมได้ โดยมี กองกำลัง ตชด. เป็นผู้ดูแล
หลังจากที่กรมศิลปากรได้ขึ้นไปสำรวจ แล้วนำข่าวออกแพร่กระจายออกไป ช่วงแรกๆ ยังมีคนเรียกชื่อ ทั้งตาวายและตาควาย
ต่อมา คำว่า ตาวาย หายไป น่าจะเกิดจากการเพี้ยน ทุกคนเรียกแต่ ปราสาทตาควาย ทั้งหมด
ปัจจุบัน ยังมีชาวบ้านออกมาให้ข่าว และสื่อบางสำนัก บอกว่าชื่อเดิมของปราสาทนี้ คือปราสาทตาวาย อยู่ครับ
ส่วนยอดปราสาท ที่หล่นพังลงมาด้านล่าง เรือนธาตุยอดปราสาท หน้าบันที่พังลงมา ผมได้รับการยืนยันจากชาวบ้านไทยนิยมรุ่นเก่า ที่ผมพูดคุยด้วย ในช่วงที่เขมรแดงเข้ามาหลบอาศัยอยู่ตามแนวชาวแดนเทือกเขาพนมดงรัก แถบปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาวาย ได้ค้นหาโบราณวัตถุและทองคำของมีค่าต่างๆ บนปราสาท ได้ระเบิดยอดปราสาทตาวาย และงัดผลักยอดปราสาทให้ตกหล่นลงมาเพื่อหาของโบราณ รวมทั้งระเบิดหน้าบันอีกทั้สองด้าน ทำให้หน้าบันพังลงมาตามสภาพที่เราเห็น ก่อนที่จะมีการสู้รบกัน ในเดือนธันวาคม 2568
ซึ่งก่อนการสู้รบกัน ไทย เขมร ในเดือน กรกฎาคม และ เดือน ธันวาคม 2568 มีผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี เป็นไกด์ มัคคุเทศก์ พานักท่องเที่ยวไปชม แล้วอธิบายว่ายอดปราสาท ถูกฟ้าผ่าพังลงมา ซี่งไม่เป็นความจริง เพราะผมขึ้นไปถึงบนยอดปราสาทด้วยตัวเองเห็นร่องรอยการงัดก้อนหินยอดบัวตูมของปราสาทลงมาชัดเจน

ส่วนการขึ้นตัดเครือไม้คลุมปราสาท มีผม สิบตำรวจตรี เจริญ ปานพรมมา และ สิบตำรวจเอก ประยูร โคลนกระโทก ได้ทำพิธีกราบขอขมาแล้วปีนขึ้นไปตัดเครือไม้ ที่ปกคลุมปราสาท จนถึงยอดออกทั้งหมด ใน วันที่ 2 มีนาคม ปี 2545 เนื่องจากมองเห็นรากไม้เริ่มแทงเข้าไปในช่องว่างของหินทำให้หินอ้าออกบ้างแล้ว
ปัจจุบันนี้ สภาพปราสาทได้ถูก กองกำลังทหารไทยยึดคืนมาจากทหารเขมรซึ่งเอาตัวปราสาทเป็นป้อมปราการ ยิงทหารไทย จึงทำให้ทหารไทยเข้ายึดตัวปราสาทในสภาพปราสาทที่ทุกคนเห็นในสภาพพัง ณ ปัจจุบันนี้ และอีกไม่นานกรมศิลปากรคงจะได้บูรณะขึ้นใหม่ให้สวยงามดังเดิมครับ”





