ใส่เเมสก์ด่วนๆ! PM2.5 ทำคนเลือดกำเดาไหลพุ่ง 1.5 เท่า 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

4 เมษายน 2569

ใส่เเมสก์ด่วนๆ! PM2.5 ทำคนเลือดกำเดาไหลพุ่ง 1.5 เท่า 

เชียงใหม่ กำลังจมฝุ่น PM2.5 ดูเเลสุขภาพตัวเองอย่างเต็มที่นะคะ  

วันนี้(4 เม.ย.69)  คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (สสจ.เชียงใหม่) เเจ้งสถานการณ์ผลกระทบจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต่อสุขภาพ ย้ำมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันตนเองของประชาชนในช่วงที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ 

ศ.พญ.อรินทยา พรหมินธิกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่  เผยว่า ผลกระทบของฝุ่นละออง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะสำคัญ ได้แก่ ผลกระทบในระยะเฉียบพลัน และ ผลกระทบในระยะยาว ในระยะเฉียบพลัน เมื่อค่าฝุ่นละอองสูงขึ้น ทุกคนสามารถสัมผัสผลกระทบได้ทันที โดยมักมีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจและอวัยวะสัมผัสภายนอก เช่น แสบตา เคืองจมูก หรือการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ 

จากสถิติของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในช่วงฤดูฝุ่น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน พบว่ามีผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการ เลือดกำเดาไหลเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ สะท้อนให้เห็นว่าร่างกายตอบสนองต่อมลพิษในอากาศได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผลกระทบในระยะยาว ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถแทรกซึมผ่านถุงลมในปอดเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดทั่วร่างกาย และส่งผลต่อกลไกการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ โรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว  

งานวิจัยทางระบาดวิทยาพบว่า ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของฝุ่น PM2.5 จำนวน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต รวมถึงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณร้อยละ 6–8 ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แม้ตัวเลขผู้ป่วยรายวันอาจไม่ปรากฏการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทันที เนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วย แต่ในเชิงวิชาการและการติดตามผลระยะยาว มีหลักฐานชัดเจนว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองถือเป็น ภัยคุกคามเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง 

ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสีส้มและสีแดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการเฝ้าระวังในปี 69 พบว่า ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบจำนวน 2,181 ราย ลดลงร้อยละ 21.3 เมื่อเทียบกับค่ามัธยฐานย้อนหลัง 3 ปี ขณะที่ผู้ป่วยโรคหอบหืด 2,374 ราย ลดลงร้อยละ 14.8 และผู้ป่วยเลือดกำเดาไหล 177 ราย ลดลงร้อยละ 39.8 จำนวนผู้ป่วยที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการป้องกันในกลุ่มเสี่ยง เช่น การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น การใช้ห้องปลอดฝุ่น รวมถึงการดูแลตนเองของประชาชนที่ดีขึ้น 

คนเชียงใหม่ ก็ตั้งรับกันให้ดีๆนะคะจนกว่าฝุ่นพิษจะหายไปนะ อีจัน เป็นกำลังใจให้ทุกคนเลย