สัตวแพทย์ เเจงปมเสือเเม่ริมตาย 72 ตัว เป็นเพราะอะไรกันเเน่?  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

25 กุมภาพันธ์ 2569

สัตวแพทย์ เเจงปมเสือเเม่ริมตาย 72 ตัว เป็นเพราะอะไรกันเเน่?  

เปิดข้อสงสัย? ทำไมเสือโคร่ง 72 ตัว ตายรวดเดียวขนาดนี้ 

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.69 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก Visit Arsaithamkul  ซึ่งเป็นสัตวแพทย์สวนสัตว์/สัตว์ป่า และหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่อยู่หน้างานการตายของเสือที่แม่ริมและแม่แตง ได้ออกมาโพสต์เเสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตายของเสือโคร่ง 72 ตัว ที่เเม่ริม ซึ่งก็ได้บอกว่า……… 

ในฐานะที่เป็นสัตวแพทย์สวนสัตว์/สัตว์ป่า และหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่อยู่หน้างานการตายของเสือ มีความไม่สบายใจกับระบบการเฝ้าระวังโรค และการจัดการด้านระบาดวิทยา ที่เกิดการถกเถียงและวิพากษ์กันทั่วไป จึงขอประมวลเรื่องราวเพื่อเป็นข้อมูลและข้อสังเกต 

จากวันที่เสือเริ่มป่วยด้วยการซึม ไม่กินอาหาร และพบว่ามีไข้ ต่อมามีอาการชัก และตายอย่างรวดเร็ว ผลผ่าชันสูตรเสือที่ตายชุดแรกๆ (1-2 วันหลังแสดงอาการ) ไม่พบอาการรุนแรงใดๆให้สังเกตได้ ช่วงนี้ยังตั้งข้อสันนิษฐานหลายๆ ทาง ทั้งไวรัส, สารพิษ หรือ แบคทีเรีย แต่เมื่อพิจารณาว่า เสือทั้งแม่ริมและแม่แตง ที่ห่างกันถึง 30 กม. มีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เสือป่วยและตายด้วยอาการที่เหมือนกันได้  

โจทย์จึงไปตกที่อาหาร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ สัตว์เศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง ที่มาจากแหล่งเดียวกัน ในจำนวนเสือ กว่า 200 ตัว ทั้ง 2 ที่ ที่กินอาหารนี้ มีผลต่ออาการป่วย เกือบทั้งหมด ยกเว้นลูกเสือ 3 ตัวที่ยังเลี้ยงด้วยนมเท่านั้น ในวันถัดมาอาการเสือป่วยและตายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ความสงสัยคือเชื้อไวรัสที่ว่ามีมากขึ้น เพราะผลตรวจยังไม่ออก มีการส่งตัวอย่างไปทั้งมหาวิทยาลัย และศูนย์ชันสูตรของรัฐ เนื่องจากเสือยังมีอยู่จำนวนมาก จึงต้องจำแนก เป็น 5 ลำดับ คือ ไม่มีอาการป่วย, ป่วยเล็กน้อย, ป่วยรุนแรงปานกลาง, ป่วยหนัก, ป่วยวิกฤต และตาย ซึ่งแต่ละจำพวกได้กำหนดการดูแลแตกต่างกัน ทั้งให้ยาเสริมภูมิคุ้มกัน ยาลดไข้ ยาระงับชัก ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ   

วันต่อมา เริ่มทราบผลตรวจจากมหาวิทยาลัย ว่าเป็นไวรัสชนิดนั้นแน่ เสือที่ตายในชุดหลังๆ จึงไม่ได้ผ่าชันสูตร เพื่อลดความเสี่ยง ในส่วนนี้มีการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ อย่างต่อเนื่อง ในการตรวจหลักฐานและทำลายซากดังนี้เสียงร่ำลือถึงการใช้ประโยชน์จากซากเสือจึงอคติเกินไป 

มาถึงประเด็นที่เป็นข่าวขณะนี้ ผมยอมรับว่า เราคงไม่ยอมให้เกิดความเสียหายกับสัตว์เศรษฐกิจ มูลค่าเป็นหมื่นล้าน แลกกับความสูญเสียของเสือมูลค่าหลักร้อยล้าน แต่การซุกใต้พรมกับการไม่เกิดบทเรียนในระบบการเฝ้าระวังโรค และระบาดวิทยา วงการโรคสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ป่า มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า สุขภาพหนึ่งเดียวคงไม่ไปถึงไหนแน่  

ผมรับไม่ได้กับการขว้างผู้ร้ายออกไปแค่ไกลตัว แต่ผู้ร้ายยังอยู่และยังคงก่อการร้ายได้  

ยิ่งเห็นการใช้สติปัญญาเลือกชนิดโรคมาเป็นแพะ ช่างน่าละอาย เพราะมันส่งผลต่อผู้ประกอบวิชาชีพในสายงานนี้ให้ถูกเหยียดหยามทั้งในและต่างประเทศ รอกินโป๊ะแตกครับ  

ก็อยากที่บอกค่ะ สาเหตุการตายของเสือถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควรถึงเเม้จะมีการออกมาบอกเเล้วว่าเป็นโรคไข้หัดสุนัขตาย เเต่ต่างก็สงสัยว่าเสือป่วยเป็นโรคนี้จริงๆเหรอ?  

ที่มา: เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/p/1AcAQcc5uA/