ครม.มีมติขึ้นค่าแรง 400 ทั่วประเทศ เอกชนค้านหวั่น SME แย่ คนตกงานพุ่ง
ขวัญ อีจัน
15 พฤษภาคม 2567

กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องอีกครั้งหลังจากที่ประชุม ครม. มีมติไฟเขียวกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท เท่ากันทุกพื้นที่ทั่วประเทศนั้น โดย นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ยืนยันว่าพร้อมปรับขึ้นทันทีในช่วงเดือน ต.ต. นี้ โดยทาง ครม. เห็นชอบตามที่ ก.แรงงานเสนอมา และจะติดตามผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME นั้น
อย่างไรก็ตาม องค์กรเอกชน กลุ่มนายจ้าง อาทิ หอการค้าจังหวัด 76 แห่ง, สมาคมการค้า 95 แห่ง และสภาองค์กรนายจ้าง 16 แห่ง รวมแล้วกว่า 200 องค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเห็นคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 ทั่วประเทศโดยไม่ให้มีการเมืองมาแทรกแซง รวมถึงต้องการให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

แต่จะให้การปรับค่าแรงขั้นต่ำนั้นเป็นไปตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน รวมถึงให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำบางพื้นที่และบางธุรกิจควรรับฟังความเห็นของเอกชน และได้มีการหยิบยกมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติให้คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามความเหมาะสมแก่สภาพเศรษฐกิจและสังคม การที่รัฐบาลมีการให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศนั้นก่อนที่คณะกรรมการค่าจ้างจะมีมติ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงแรงงาน 5 คน ตัวแทนนายจ้าง 5 คน และตัวแทนลูกจ้าง 5 คน โดยการประชุมดังกล่าวเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีรายงานว่าในที่ประชุมมีมติ 7 ต่อ 5 ล้มสูตรค่าจ้างล่าสุด พร้อมให้กลับไปคิดสูตรค่าจ้างมาใหม่และเสนอเข้ามาภายใน 2 เดือน โดยจะยกเลิกการกำหนดเพดานด้วย หมายความว่าค่าแรงขั้นต่ำในสูตรใหม่นี้จะเป็นเท่าไรก็ได้ เป็นแบบลอยตัว ไม่มีการกำหนดเพดานขั้นต่ำ

เบื้องต้นมีรายงานอีกว่าก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นนั้นสภาองค์การนายจ้าง 16 แห่ง ได้มีการยื่นหนังสือคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ ต่อนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน โดยระบุว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมันจะเป็นปัจจัยลบ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย พร้อมย้ำว่าถ้าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงต้องยึดตามมติคณะกรรมการไตรภาคี และการขึ้นค่าแรงนี้ควรจะเกิดขึ้นในปีหน้าจึงจะเหมาะสมที่สุด ถ้ายังฝืนที่จะขึ้นต่อไปธุรกิจ SME จะตายกันหมด และจะต้องมีการลดปริมาณแรงงานลงอย่างแน่นอน
ขณะที่นายอรรถยุทธ ลียะวณิช คณะกรรมการค่าจ้าง ฝ่ายนายจ้าง เผยว่าการปรับขึ้นค่าแรงนี้ดูมีความเร่งรีบแบบผิดปกติ และยืนยันว่าการปรับขึ้นค่าแรงนั้นจะต้องยึดตามหลัก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้นไม่ได้เร่งรีบ หรือตอบสนองการแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามหลักเหตุผล จึงต้องโหวตยกเลิกสูตรเดิม เพื่อให้อนุกรรมการแต่ละจังหวัดไปคิดสูตรค่าจ้างมาใหม่ว่าควรจะขึ้นเท่าไร

ทั้งนี้ ตัวแทนฝ่ายนายจ้างก็ได้มีการตั้งคำถามว่าหากจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้งจะเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นไปแล้วเมื่อช่วงเดือน ม.ค. และ เม.ย. ซึ่งทางปลัดกระทรวงแรงงาน เผยว่า ไม่ได้มีกฎหมายระบุไว้ว่าในหนึ่งปีสามารถปรับค่าแรงได้เท่าไร และหากผิดกฎหมายจริงทางตัวแทนนายจ้างก็น่าจะต้องมีการร้องเรียนไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงนี้จะมีบทสรุปแบบไหนนั้นก็ต้องรอติดตามกันต่อ คาดว่าจะได้ความชัดเจนในช่วงเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. นี้