คืบหน้าเหตุชายเเดน! หลังครบ 72 ชม. หยุดยิง 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

30 ธันวาคม 2568

คืบหน้าเหตุชายเเดน! หลังครบ 72 ชม. หยุดยิง 

คืบหน้าสถานการณ์ชายเเดน หลังครบ 72 ชั่วโมงที่หยุดยิงกัน  

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา กองทัพบก ได้มีการออกมาโพสต์ ระบุว่าพบอากาาศยานไร้คนขับจำนวนกว่า 250 ลำ บินออกจากกัมพูชาเเล้วเข้ามาในเขตดินเเดนของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในระหว่างข้อตกลงการหยุดยิง 72 ชั่วโมง ทำให้เกิดการละเมิดข้อตกลง โดย กองทัพบก ได้มีการพิจารณาเรื่องปล่อยเชลยศึกเขมรกลับประเทศ ว่าสมควรเเล้วหรือไม่?  

ซึ่งเมื่อช่วง 12.00 น.ของวันนี้(30 ธ.ค.68)  ครบเวลา 72 ชั่วโมงของข้อลงตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาเเล้ว ในขณะเดียวกัน ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ได้เเถลงการณ์เมื่อเวลา 13.00 น. เกี่ยวกับเรื่องชายเเดนที่จะมีการรับมือต่อไปเมื่อการลงนามข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา  72 ชั่วโมง  ครบเเล้ว  โดยตอบทีละประเด็น ดังนี้  

กลุ่มความมั่นคงและความปลอดภัย  

Q1: รัฐบาลรับประกันความปลอดภัยอย่างไร เมื่อพบทุ่นระเบิดใหม่ และโดรนจำนวนมาก? 

A: รัฐบาลให้ “ความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล” เป็นอันดับแรก จึงสั่งการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจการณ์ ลาดตระเวน และเร่งเก็บกู้ ทำเครื่องหมายพื้นที่เสี่ยง พร้อมกำหนดพื้นที่ปลอดภัย และแนวทางแจ้งเตือนประชาชนแบบรวดเร็ว ตลอดจนเตรียมความพร้อมป้องกันประเทศ ตลอด 24 ชม. แม้อยู่ในช่วงลดความตึงเครียด 

Q2: ทำไมกัมพูชายังมีทุ่นระเบิดทั้งที่เป็นภาคี Ottawa และไทยจะทำอย่างไร? 

A: ไทยยึดหลักข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากพบสิ่งบ่งชี้ที่เข้าข่ายผิดพันธกรณีระหว่างประเทศ ไทยจะดำเนินการตามช่องทางการทูต และกลไกระหว่างประเทศที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยยืนยันว่าเป้าหมาย คือการคุ้มครองชีวิตพลเรือนและลดความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน 

Q3: การตรวจพบโดรนจำนวนมาก วัตถุปริศนาเหนือพลเรือน ถือว่าละเมิดการหยุดยิงไหม ไทยจะตอบโต้อย่างไร? 

A: การบินโดรนเหนือพื้นที่พลเรือน หรือพื้นที่อธิปไตยของไทย หากก่อให้เกิดความเสี่ยงและความตึงเครียด ไทยถือว่า “ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การลดความรุนแรง” และจะใช้มาตรการตามลำดับขั้น คือ แจ้งเตือน–พิสูจน์ทราบ–ป้องกันภัย (เน้นความปลอดภัยพลเรือน) และสงวนสิทธิในการป้องกันตนเองในพื้นที่อธิปไตยของไทย 

Q4: ไทยจะรับมือการยั่วยุ หลังครบ 72 ชั่วโมงอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง? 

A: ไทยมีแผนรองรับกรณี “ยั่วยุเล็กน้อย–ยั่วยุซ้ำ–เหตุรุนแรง” โดยเพิ่มการเฝ้าระวังและการเตือนภัยเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกลไกสื่อสารกับอีกฝ่าย เพื่อยับยั้งเหตุให้เร็วที่สุด หลักสำคัญคือ ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย แต่ไม่ยอมให้ละเมิดอธิปไตย 

Q5: ไทยจะชะลอการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นาย กลับกัมพูชา มีผลอย่างไร ใช้เกณฑ์ใดตัดสินใจ? 

A: การพิจารณาประเด็นผู้ถูกควบคุมตัว รัฐบาลยึดหลักมนุษยธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ “ความปลอดภัยโดยรวมของสถานการณ์” โดยต้องไม่ให้มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ความเสี่ยงของประชาชนและกำลังพลเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศในการลดความตึงเครียด และเดินหน้าต่อไปอย่างมีความรับผิดชอบ 

กลุ่มการทูตและการเจรจา 

Q6: ท่าทีของไทยต่อข้อเรียกร้องประชุม JBC เร่งด่วน เพื่อจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ที่เพิ่งปะทะ? 

A: ไทยพร้อมหารือในกรอบที่เหมาะสม แต่การร่วมกันจัดทำหลักเขตแดน ต้องทำอย่างรอบคอบ เป็นขั้นเป็นตอน และอยู่บนบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่ใช่การเร่งรัดในช่วงที่ยังมีความเปราะบางด้านความมั่นคง และในพื้นที่ที่อาจจะยังไม่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด ไทยยืนยันหลักการว่า การเจรจาต้องไม่กระทบสิทธิและอธิปไตยของไทย 

Q7: บทบาทจีนในการสนับสนุนการแถลงการณ์ GBC 0tกระทบอธิปไตยไทยหรือไม่? 

A: ไทยยึด “ผลประโยชน์ชาติและอธิปไตย” เป็นที่ตั้ง การสนับสนุนของประเทศใดก็ตาม เป็นเพียงส่วนช่วยให้บรรยากาศการลดความตึงเครียดเดินหน้าต่อไป แต่การตัดสินใจเป็นของไทย ไทยรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายอย่างมืออาชีพ 

Q8: จีนเสนอความช่วยเหลือทางการเงิน ไทยพิจารณาเงื่อนไขใด มีความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่? 

A: หากมีข้อเสนอความช่วยเหลือ รัฐบาลจะพิจารณาอย่างโปร่งใส รอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นหลัก โดยยึดหลักว่า ต้องไม่มีเงื่อนไขที่กระทบอธิปไตย ความมั่นคง หรือความเป็นอิสระในการตัดสินใจของไทย 

Q9: บทบาทสหรัฐฯ/ทรัมป์เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ไทยรักษาสมดุลอย่างไร? 

A: ไทยเปิดรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์จากมิตรประเทศที่ช่วยลดความตึงเครียด แต่ยืนยันว่าไทยดำเนินการบนหลักการสากลและผลประโยชน์ของไทย ไม่เลือกข้างมหาอำนาจ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อเสถียรภาพในภูมิภาค 

กลุ่มความเชื่อมั่นและการสื่อสารกับประชาชน 

Q10: ไทยประเมินความจริงใจของกัมพูชา ระหว่างคำว่า “สันติภาพ” กับพฤติกรรมจริง อย่างไร? 

A: ไทยประเมินความจริงใจจาก “การกระทำในพื้นที่” ไม่ใช่คำพูดอย่างเดียว จึงมีทั้งการติดตามหลักฐาน การสังเกตการณ์ และการสื่อสารผ่านกลไกที่ตกลงกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบต่อการปฏิบัติจริง 

Q11: ทำไมประชาชนรู้สึกรัฐบาลอ่อนข้อ และจะสื่อสารอย่างไรให้เชื่อมั่นขึ้น? 

A: รัฐบาลเข้าใจความรู้สึกประชาชน การเจรจามิได้แปลว่าอ่อนแอ แต่เป็น “อีกสมรภูมิหนึ่ง” เพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชน ลดการสูญเสีย และสร้างความชอบธรรมต่อนานาชาติ อีกทั้ง ไทยยังคงพร้อมปกป้องอธิปไตยเต็มขีดความสามารถ 

Q12: แผนคุ้มครองและเยียวยาประชาชนบริเวณชายแดนอย่างไร (ความปลอดภัย–สุขภาพจิต–เศรษฐกิจ)? 

A: รัฐบาลดำเนินมาตรการ “ความปลอดภัยควบคู่การฟื้นฟู” ได้แก่ ระบบแจ้งเตือน/พื้นที่ปลอดภัย การสนับสนุนการแพทย์และสุขภาพจิต การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ การเยียวยา และมาตรการฟื้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

Q13: รัฐบาลจะป้องกันการสูญเสียกำลังพล ไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร? 

A: รัฐบาลให้เกียรติและดูแลครอบครัวผู้เสียสละอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับการป้องกันการสูญเสียซ้ำ โดยเพิ่มมาตรการด้านการข่าวกรอง การตรวจการณ์ การเฝ้าระวัง การป้องกันภัย และมาตรการการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยยึด “การลดความเสี่ยงสูงสุด” เป็นหลัก 

กลุ่มยุทธศาสตร์ระยะยาว 

Q14: ไทยมีเส้นแดง (Red Line) ที่ชัดเจนหรือไม่ และตอบโต้อย่างไรไม่ให้สถานการณ์บานปลาย? 

A: ไทยมีเส้นแดงชัดเจนคือ ห้ามละเมิดอธิปไตย/คุกคามประชาชน/โจมตีพลเรือน หากเกิดการละเมิด ไทยจะตอบโต้ตามระดับความรุนแรงอย่างได้สัดส่วน (Proportionate) ภายใต้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมควบคุมไม่ให้ขยายวงของการปะทะออกไป แต่ไม่ยอมให้เกิดการละเมิดซ้ำ 

Q15: บทเรียนครั้งนี้ จะถูกนำไปปรับยุทธศาสตร์ชายแดนอย่างไร (การทหาร–ข่าวกรอง–การทูต)? 

A: ไทยจะสรุปบทเรียนและปรับแผนระยะยาวทั้งระบบ ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถตรวจการณ์และเตือนภัย การบูรณาการข่าวกรอง การป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (โดรน/ทุ่นระเบิด/ข้อมูลข่าวสาร) และการใช้การทูตเชิงรุก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และรักษาความมั่นคงอย่างยั่งยืน สรุปภาพรวม พี่น้องประชาชนไทยมีข้อสงสัยในประเด็น “ความปลอดภัย อธิปไตย และศักดิ์ศรี” รัฐบาลขอยืนยันว่า ไทยเดินหน้าทางการทูตเพื่อหยุดความสูญเสีย แต่ไม่ลดความพร้อมในการป้องกันประเทศ โดยยึดหลัก ข้อเท็จจริง–กฎหมายสากล–การคุ้มครองประชาชน และการสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 

สรุปเเล้วภาพรวมรัฐบาลขอยืนยันว่า ไทยเดินหน้าทางการทูตเพื่อหยุดความสูญเสีย แต่ไม่ลดความพร้อมในการป้องกันประเทศ โดยยึดหลัก “ข้อเท็จจริง – กฎหมายสากล – การคุ้มครองประชาชน” และการสื่อสารที่โปร่งใสเพื่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน  

เอาเป็นว่าไทยก็มีเเผนรองรับไว้เเล้วค่ะ ถึงเเม้จะไม่ได้รัดกุมอะไรมากนักเเต่ก็คอยสอดส่องสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา