อย่ารอให้สายเกินแก้! รีบกลับไปดู พ่อแม่ เเละทำให้เขา “มีตัวตน” ในชีวิตเรา 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

1 วันที่แล้ว

อย่ารอให้สายเกินแก้! รีบกลับไปดู พ่อแม่ เเละทำให้เขา “มีตัวตน” ในชีวิตเรา 

ความจริงของเเม่ ที่ลูกอย่างเราก็ยังไม่ได้รู้ว่าเขาคิดอย่างที่พูดมั้ย? 

วันนี้(2 พ.ค.69) ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์บทความที่น่าสนใจมากค่ะ เมื่อพูดถึงความรู้สึกของเเม่กับลูก ที่อาจจะมีมุมมองต่างกันเมื่อเราโตขึ้นเเละต้องมีภาระรับผิดชอบที่มากขึ้นค่ะ   เดี๋ยวไปดูกันว่าจะเป็นยังไงกันบ้าง  

Asian elderly woman reflection by the window with sunlight.

ถามลูกเพจก่อนดีกว่าค่ะว่า  เคยมั้ย ที่เเม่พูดว่าไม่อยากรบกวนลูก?  หมอบอกว่า หลังๆเจอคนไข้สูงอายุ บอกว่ามีลูกแต่ไม่อยากรบกวนลูก ให้เขามีชีวิตของเขา เขาไม่มีเวลา เราอยู่ของเรา ไม่อยากเป็นภาระ  

เเต่การพูดแววตาที่ห่วง กับแววตาที่เศร้า มันเคล้ากัน  

ปรากฎการณ์นี้ก็คือ “Burden Avoidance (ไม่อยากเป็นภาระ) อาจารย์ว่า เป็นเรื่องที่เราน่าจะต้องใส่ใจ เคยมีงานวิจัยที่สัมภาษณ์เชิงลึกผู้สูงอายุ 50 คน พบว่า concept เรื่อง “ไม่อยากเป็นภาระ” เป็นหัวใจหลักที่พ่อแม่สูงวัยใช้อธิบาย ทำไมพวกเขาถึงไม่บอกลูกถึงปัญหาโดยเฉพาะในบริบทที่ลูกมีชีวิตที่ยุ่ง 

กลไกทางจิตวิทยา พบว่า เกือบ 50% ของพ่อแม่สูงอายุ บอกว่า พวกเขากังวลเรื่องการเป็นภาระต่อลูก และเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัวและงานของลูกก่อน แทนที่จะขอความช่วยเหลือ หลายต่อหลายคน มีลูกหลายคน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่  เวลาฟังคำว่า “ลูกก็มีชีวิตของเขา” มันฟังดูน้ำใจดี แต่จริงๆ แล้วมันคือ ความเจ็บปวดที่ถูกบีบอัดให้ดูสง่างาม ต่างหากแล้ว มันก็กลายเป็นความกังวล ความเหงา และ โรคแฝง นอนไม่หลับ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย ต่าง ๆ นา ๆ  ซึ่งเวลามองในมุมมองลูก ไม่ใช่ว่าไม่แคร์ แต่ก็อาจไม่เข้าใจความรู้สึกด้วยเหตุทั้ง พ่อ แม่ ไม่บอก และ ทั้งงานยุ่งเดินไปข้างหน้า จนลืมข้างหลัง  

เราต้องเข้าใจกับดักทางจิตวิทยาของตัวเองด้วย  

ลูกที่ยุ่งมักตกอยู่ใน สองกับดักที่สวนทางกัน พร้อมกันกับดักที่ 1 Guilt Loop มันคือความรู้สึกผิด ทำให้ ยิ่งหลีกเลี่ยงการนึกถึง แล้ว ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น และก็ วนซ้ำ กับดักที่ 2 Illusion of Knowing งานวิจัยพบว่า ลูก มักประเมินต่ำเกินไปว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรกับสภาวะสุขภาพที่ถดถอย โดยเฉพาะ พ่อแม่มองว่าสถานการณ์ที่ทำให้ตัวเองเป็น “ภาระทางการเงินหรืออารมณ์” ต่อลูกนั้น รับไม่ได้มากกว่าที่ลูกคิดอย่างมาก 

พูดง่ายๆ คือ ลูกคิดว่าตัวเองเข้าใจพ่อแม่ แต่จริงๆ เข้าใจไม่ถึง มันกลายเป็นเรื่องของ Gap ความเข้าใจ ไม่ตรงกัน ลองเปลี่ยนตามนี้ดูมั้ยจะได้เข้าใจความรู้สึกของพ่อเเม่มากขึ้น  

1. เปลี่ยนจาก “เวลา” เป็น “มีอยู่” ไม่ใช่คุณภาพ ไม่ใช่ระยะเวลา คือ การมีอยู่ ที่แท้จริง 

เมื่อพ่อแม่อยู่กับลูกในสภาวะที่เครียด เหนื่อย รู้สึกผิด หรือวิตกกังวล เวลานั้นกลับ ส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ได้ หมายความว่า การโทรหาพ่อแม่ 5 นาทีแบบที่ใจอยู่จริงๆ อาจมีค่ามากกว่าไปเยี่ยม 3 ชั่วโมงแบบที่ใจคิดเรื่องงานตลอดเวลาเสียอีก  

2. เข้าใจ “Intergenerational Ambivalence” รักแต่ก็หนักหน่วง ความรู้สึกสองแง่สองง่ามระหว่างพ่อแม่กับลูกโต (ทั้งรักและรู้สึกหนัก ทั้งห่วงและอยากมีชีวิตของตัวเอง) นั้นเป็นเรื่อง ปกติทางจิตวิทยา ไม่ใช่ความผิดพลาดทางศีลธรรม การยอมรับว่าความรู้สึกสองขั้วนั้นมีอยู่ในตัวเราพร้อมกันได้ ช่วยให้หยุด ตัดสิน ตัวเอง 

3. ระวัง Anticipatory Grief ที่ซ่อนอยู่ หรือที่เรียกว่าความโศกเศร้าล่วงหน้า เรารู้ว่าสักวันเขาก็จะไม่อยู่ ความรู้สึกที่ “เสียงเล็กๆ ในใจบอกว่าเวลากำลังจะหมด”  เรียกว่า อายุ พ่อ แม่ ก็แก่ชรา ทั้งพ่อ แม่ และเราก็รู้เรื่องนั้นดี คนรอบ ๆ ตัว หายไปทีละคน สิ่งนี้เหมือนจะปลง แต่มันทำให้หลายคนรู้สึกสับสนและเหนื่อยล้าทางอารมณ์ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ 

การเตรียมตัว ต้องไม่ใช่การคิด เครียดตลอดเวลา  สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้คือพ่อแม่ไม่ต้องการเวลา พวกเขาต้องการรู้ว่าตัวเองยังอยู่ในชีวิตเรา 

“เวลา” กับ “การมีอยู่” ในชีวิตเรา มันต่างกัน หมายถึงเวลาที่เราเจ็บป่วยแล้วนึกถึงเขา เวลากินอาหารที่เขาเคยทำแล้วโทรบอก เวลาประสบความสำเร็จแล้วบอกให้เขารู้ก่อนคนอื่น นี่คือ การอยู่ในชีวิต  และสุดท้าย สิ่งที่ข้อมูลบอกอย่างชัดเจน 

งานวิจัยในกลุ่ม adult children ที่สูญเสียพ่อแม่ไปแล้ว พบว่าการปรับตัว กับการสูญเสียนั้น ยากเสมอ แม้พ่อแม่จะเสียชีวิตในวัยสูงอายุ และสิ่งที่ทำให้การสูญเสียยิ่งยากขึ้นคือ ความรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรบางอย่างให้เขาก่อนที่จะสาย เราไม่สามารถซื้อเวลาคืนได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะ ปรากฏตัว อย่างไรในเวลาที่ยังมีอยู่ 

พออ่านเเบบนี้เเล้วเราก็นึกถึงพ่อเเม่ของเราที่อยู่ที่บ้านเลยใช่มั้ยคะ ถ้ามีโอกาสได้กลับไปก็กลับไปหาท่านเเล้วใช้การมีอยู่ให้เป็นค่ะ ถ้าวันนึงเราทำสิ่งนั้นไม่ทันเราอาจจะเสียใจตลอดชีวิตก็ได้  

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1HvK9GBeZM/