ป.ป.ช.ภาค 7 เร่งสอบปมลักลอบขุดดิน รุกป่าแก่งกระจาน เสียหายกว่า 4,000 ไร่
ก้ามปู อีจัน
6 สิงหาคม 2568

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7 ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดประชุม ไล่สอบประเด็น กรณีมีการบุกรุก และลักลอบขุดดินพื้นที่บริเวณตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ข้างปาแก่งกระจาน ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายจักรกฤช ตันเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 7 เป็นประธานในการประชุมหารือ และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ตามที่ปรากฏข้อมูลก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการบุกรุกและลักลอบขุดดิน ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพื้นที่ราชพัสดุ บริเวณตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และปรากฎข้อมูลว่ามีผู้มีอำนาจ อนุมัติ อนุญาต เกี่ยวกับการขุดดิน และยังไม่ดำเนินการขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง หลังจากนี้ ทางสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7 จะรวบรวมข้อมูล หากเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่



สำหรับพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็น “สวนมะม่วง” ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 1 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการลงพื้นที่ดัพบว่า มีการบุกรุก และขุดดิน ทำให้สภาพพื้นที่ ที่ดิน เปลี่ยนแปลงลักษณะ เปิดเป็นวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พบการบุกรุกเนื้อที่ประมาณ 3,952 ไร่ 0 งาน 77 ตารางวา แบ่งเป็นสองส่วนหลักคือ
– พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบการบุกรุกรวม 1,392 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา ซึ่งประกอบตัวยแปลง นส.3 ก. ถึง 25 แปลง เนื้อที่รรมกว่า 1,143 ไร่ นอกจากนี้ยังมีแปลง มาตรา 64 และพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ถูกบุกรุกอีกจำนวนมาก
– พื้นที่ในเขตที่ราชพัสดุ (ปข.605) พบการบุกรุกรวม 2,728 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา โดยเป็นที่ดิน นส.3ก ถึง 39 แปลง เนื้อที่กว่า 2016 ไร่ และยังมีพื้นที่ที่ที่ได้ช้อนกันกันอกสารสิทธิอีก 712 ไร่
ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้
- กรณีการบุกรุกที่ดินอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ ที่ราชพัสดุที่กองทัพบกได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องดังกล่าว เพื่อดำเนินการด้วยเช่นกัน และหากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะประสานความร่วมมือกับสำนักงางาน ป.ป.ช.ในการสืบสวน เพื่อทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ
2. กรณีการขุดดิน ถมดิน ปัจจุบันไม่มีการดำเนินการขอนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งทางสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7 จะติดตามรวบรวมข้อมูล หากเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สำนักงานป.ป.ช. จะตำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
3. กรณีมาตรการป้องกันการทุจริต เกี่ยวกับการขุดดินและถมดินโดยมิชอบ ด้วยกฎหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาทบทวนมาตรการให้เป็นรูปธรรม เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
ทั้งนี้ ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ร้องทุกข์ไปยัง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านหนองพลับ เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ในส่วนของธนารักษ์ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกันว่า การออกสิทธิ์จะชอบหรือไม่
ในส่วนของการลักลอบขุดดิน ในประเด็นนี้พบว่า ทางผู้แทนของ อบต.หนองพลับ จะดำเนินการตามหน้าที่ของทางนั้นต่อไป ซึ่งทางนายจักรกฤช ตันเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 7 สำนักงาน ป.ป.ช.
ภาค 7 ชี้แจงว่าจะติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด







นายจักรกฤช ตันเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 7 กล่าวว่า
ประเด็นหลักจากการประชุมและการติดตามปัญหา ครั้งนี้ สรุปผลการประชุม ได้เป็น 3 เรื่องหลัก
- เรื่องการกำกับดูแลการใช้ที่ดิน (การรุกที่) โดยให้มีมาตรการและหน่วยงานกำกับเพียงหนึ่งเดียว ตอนนี้มอบหมายให้ “กรมพัฒนาที่ดิน” ดำเนินการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
- การบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุก ปัจจุบันมีทหารและเจ้าหน้าที่อุทยานเข้ามาดำเนินการร่วมกัน
- หน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติการใช้พื้นที่ยังไม่มีการขยับหรือปฏิบัติหน้าที่ที่ควร
ส่วนเรื่องของการตั้งข้อสงสัยว่ามีทุนต่างชาติ / ทุนนอมินี เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ยังไม่มีข้อมูลชัดว่าเป็นทุนจีนหรือไม่ ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม แต่พบว่า บริษัทเอกชนดังกล่าว มีทุนจดทะเบียนถึง100 ล้านบาท หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็ขอให้ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการตรวจสอบได้
ประเด็นเรื่องภาษี มีข้อสงสัยว่าใช้สิทธิเกินจริงมากถึง 2,000 เท่า การจัดเก็บภาษีเรื่องนี้ ยังอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบว่า เก็บครบถ้วนหรือไม่
ในส่วนข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับความล่าช้าและการติดตาม พบว่าเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายยังคงทำงานช้า ป.ป.ช. เอง คงต้องมีหนังสือเร่งรัด และขอยืนยันว่า จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการบุกรุกพื้นที่ในครั้งนี้คาดว่ามูลค่าความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติถึง 100 ล้านบาท จากนี้ ป.ป.ช. ก็จะเร่งรัดจัดการ และตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนประเด็นเรื่องของการขุดดินถมดิน ป.ป.ช. จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อในเรื่องนี้ หลังจากนี้หากกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้น ข้อมูลชัดเจนว่าจะส่งฟ้อง ก็จะมีการใช้อำนาจหัวหน้าอุทยานฯ ในการประกาศมาตรา 35 ให้บริษัทแล้วก็บริวารออกนอกพื้นที่
แต่ข้อมูลมันค่อนข้างเยอะ ดูแล้วพนักงานสอบสวน ยังต้องสอบอีกหลายปาก อย่างอุทยานเขาสอบหัวหน้าอุทยานฯแล้ว และก็สอบผู้ช่วย มีสอบทหาร มีสอบสำนักฟื้นฟูซึ่งเป็นช่างรังวัด
ส่วนประเด็นเรื่องคำสั่งย้ายจะมีผล หรือรอยต่อตรงการดำเนินการตรงนี้ไหม? มันก็ต้องช่วยกันกดดันไปทางผู้ใหญ่ เพราะส่วนตัวเองก็ยังมองว่า เป็นคำสั่งย้ายที่ไม่เป็นธรรม ผมเข้าตรวจสอบตรวจยึดเมื่อวันที่ 8-9 ก.ค. แล้วถูกย้ายวันที่ 15 ก.ค. ก็อยากจะขออุทธรณ์เพื่อเราจะสามารถทำงานตรงนี้ได้อย่างเต็มที่ มันก็เป็นประโยชน์กับทางราชการนะครับ

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยาน ซึ่งเป็นผู้นำร้องต่อ ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าว ว่า “เอกสารสิทธิ์พื้นที่นี้…ผมยืนยันว่าออกโดยมิชอบ ไม่มีการรังวัด ไม่มีปักหมุด ไม่มีการใช้ประโยชน์ใด ๆ มาก่อน!” หลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดวิกฤตในเขตอุทยานแห่งชาติ ที่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ครอบคลุม “ภูเขาทั้งลูก” โดยไม่มีร่องรอยการทำกิน!
นายชัยวัฒน์เล่าย้อนว่า ตอนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ปี 2567 (ก่อนเกษียณ) ได้รับรายงานว่าพื้นที่บริเวณหนึ่งมีการออกเอกสารสิทธิ์ จึงสั่งแปลภาพถ่ายทางอากาศทันที และพบความผิดปกติชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นป่า ไม่มีร่องรอยการใช้ประโยชน์ใด ๆ ก่อนจะออกเอกสารในปี 2544 ยืนยันว่า ตอนเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งนี้ ระหว่างปี 2551-2557 ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีการออกเอกสารใด ๆ บริเวณนี้
“ออกโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รังวัด ไม่มีหมุด ไม่มีแนวเขต!”
ชัยวัฒน์ยืนยันว่า เอกสารสิทธิ์ที่ออกมา ไม่มีการสำรวจตามขั้นตอน ไม่มีเจ้าหน้าที่รังวัด ไม่มีการปักหมุดโฉนด และไม่มีบุคคลใดปรากฏชื่อเป็นผู้รับรองแนวเขต จึงสรุปได้ว่าเอกสารดังกล่าว ออกโดยมิชอบ
ย้อนที่มาพื้นที่นี้:
- เคยเป็น ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ
- บางส่วนอยู่ใน พื้นที่ของกรมธนารักษ์
- และถูกประกาศทับโดย เขตอุทยานแห่งชาติ
- จึงอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ รวมถึง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งมีบทลงโทษหนัก
ชัดเจน! มีการซื้อขายสิทธิ์ผิดกฎหมาย
ในระหว่างสำรวจตามมาตรา 64 พบว่าเจ้าของใหม่ได้ ซื้อสิทธิ์จากเจ้าของเดิม แล้วเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งที่ยังอยู่ในเขตป่า/อุทยาน ชี้ชัดว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ขุดภูเขาไปทั้งลูก!? อ้าง “เอกสารสิทธิ์” บังหน้า
“ตอนเข้าตรวจสอบ ผมตกใจ เพราะภูเขาทั้งลูกถูกขุดหายไปหมด!”
มีการยืนยันจากเจ้าของพื้นที่ว่า รถแม็คโคร รถบรรทุก และรถรับจ้างหลายคันที่เข้าไปขุด เป็นของหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต.
อ้างว่าได้รับอนุญาต…แต่เมื่อขอดูเอกสารกลับไม่มี เพียงแต่บอกว่า “อบต.รับทราบแล้ว”
เสียหายระดับพันล้าน! ไม่ใช่แค่ป่า…แต่คือแหล่งดูดซับคาร์บอนที่หายไป
“เรามัวแต่เถียงกันว่าเสียหายหลักร้อยล้าน…แต่จริง ๆ มูลค่าทรัพยากรและคาร์บอนที่สูญเสียอาจมากถึงพันล้าน! หรือจะพูดได้ว่าประเมินค่าไม่ได้”
วันนี้เข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ เพราะเขา “อ้างเอกสารสิทธิ์”
ชัยวัฒน์ยังกล่าวอีกว่า แม้จะมีข้อเท็จจริงว่าพื้นที่นั้นบุกรุก แต่เจ้าของที่อ้างเอกสารสิทธิ์ ปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบ ทั้งที่ หากเอกสารมิชอบ หรือมีเหตุหลังสมควรสงสัย — เจ้าหน้าที่สามารถ ออกหมายค้นและเข้าไปตรวจสอบได้ทันที!
ย้ำ! ต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีโดย “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมด้วย” ไม่ใช่แค่ทหารไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ธนารักษ์ เขตปลอดภัยทหาร หรือเขตอุทยาน การบุกรุกต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายป่าไม้ พ.ศ. 2484 ต้องมี เจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีร่วม เพราะนี่คือ “พื้นที่ป่า” ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องทหารอย่างเดียว
ข้อเรียกร้องถึง DSI-ป.ป.ช.
“ผมว่าเรื่องนี้ซับซ้อนมาก และหนักแน่นอน เจ้าของพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องเหนื่อยแน่!”
- มีการเปลี่ยนมือ ซื้อขายสิทธิ์ผิดกฎหมาย
- มีการขุดดินในพื้นที่อุทยาน
- มีการใช้เอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ
- มีหน่วยงานรัฐเข้าร่วม/รับรู้ แต่ไม่มีเอกสารอนุญาต
ชัยวัฒน์ย้ำ… ขอให้หน่วยงานกลางเร่งลงตรวจและเปิดพื้นที่ให้ประชาชน-สื่อเข้าถึงความจริง!





