สปสช.รู้ตัวแล้ว! แม่พาลูกตระเวนรักษาภูมิแพ้ แล้วนำยามาขายต่อ

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

19 ธันวาคม 2567

สปสช.รู้ตัวแล้ว! แม่พาลูกตระเวนรักษาภูมิแพ้ แล้วนำยามาขายต่อ

กำลังเป็นกระแสดราม่าเดือดปุดๆ  

หลังจากเฟซบุ๊ก “อนุชิต นิยมปัทมะ” หรือ หมอเอ หมอปอดโคราช ได้โพสต์ภาพยาฉีดพ่นจมูก แก้ภูมิแพ้ Avamys ที่มีคุณแม่บางคนนำมาโพสต์ขาย พร้อมข้อความว่า… 

“มารับยาที่โรงพยาบาล แล้วเอามาโพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ทำอย่างนี้ไม่น่ารักเลย นโยบายรัฐประกันสุขภาพ เพื่อป้องกันคนล้มละลายจากการรักษา แต่ไม่ใช่เอามารายได้ ยาฟรี แต่ภาษีเรานะครับ ซองยาตราของ รพ.ครบ #กรมบัญชีกลาง #สปสช. #ประกันสังคม” 

โดยในภาพที่โพสต์ขาย บางคนระบุว่า “แก้ภูมิแพ้ คัดจมูก พ่นได้ 120 ครั้ง มีมาแบ่งปัน  ราคา 350 บาท ส่งฟรี” 

ขณะที่อีกคน ระบุว่า “ยาพ่นจมูก #Avamys รักษาโรคภูมิแพ้ คัดจมูก แน่นจมูก หายใจไม่ออก พ่นจมูกข้างละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกวัน อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หมดอายุ 02-04-2027 ราคา 450 บาท ส่งฟรี ไม่มีเก็บปลายทาง” 

เมื่อเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก  

ล่าสุดวันนี้ (19 ธ.ค.67) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ รายงานว่า ทีมได้ข่าวตรวจสอบไปยัง นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. กล่าวว่า ได้ตรวจสอบในระบบของ สปสช.แล้วในช่วงเวลาตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา มี 2 กรณีที่น่าสงสัย รายแรก พบว่า เบิกไป 318 ขวด จาก 118 ครั้ง ใน 31 สถานพยาบาล 

ส่วนรายที่ 2 เบิกไป 147 ขวด จาก 98 ครั้ง ใน 14 สถานพยาบาล ที่แต่ที่น่าสงสัยคือบุคคลรายที่ 2 นี้ เนื่องจากว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับเด็กด้วย เบื้องต้นทราบชื่อ และข้อมูลหมดแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด อยู่ระหว่างตรวจสอบโดยละเอียด ซึ่งทาง สปสช.เอง จะลงไปสอบสวนด้วยตัวเอง และต้องดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร 

ขณะเดียวกัน เคยมีกรณีที่ผู้ป่วยตระเวนไปขอยา และหมอคงเห็นว่าคนไข้มารับยา เราก็ให้ไป แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดกรณีแบบนี้ขึ้น จะเป็นในพื้นที่ที่ยังไม่มีการเชื่อมข้อมูลกัน บางครั้งเวลาหมอสั่งยา อาจไม่มีข้อมูลเชื่อมกันว่าบุคคลนี้เคยไปเอายามาแล้ว วันไหน เวลาใด จึงอาจทำให้เกิดแบบนี้ขึ้นได้ 

นพ.จเด็จ ยืนยันว่า กรณีนี้ ทาง สปสช. จะเอาผิดทางกฎหมายสำหรับบุคคลที่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยดำเนินการไปแล้ว 3 กรณีในฐานฉ้อโกง ซึ่งเอาผิดจนถึงที่สุด และ 3 กรณีได้ติดคุกไปแล้วด้วย 

เมื่อถามว่ายาดังกล่าวบุคคลทั่วไปสามารถเบิกรับได้กี่ขวด นพ.จเด็จ ระบุว่า ยาดังกล่าวต้องพ่นยา วันละ 3 ครั้ง 1 ขวดใช้ได้ประมาณ 2 เดือน เพราะฉะนั้นการใช้ยาสำหรับ 1 คนต่อปี คาดว่า 6 ขวดคงเพียงพอแล้ว ไม่ควรจะใช้กว่านี้ 

นพ.จเด็จ ยืนยันว่า เหตุการณ์แบบนี้ ส่งผลกระทบกับระบบประกันสุขภาพอย่างแน่นอน แม้ว่าจะเกิดขึ้นบ้างประปราย และจากนี้เราคงต้องเข้มเรื่องการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น  เดิมทีเรื่องระบบของการตรวจสอบเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว แต่จากนี้จะต้องมีการตั้งค่า เมื่อมีการมากเบิกยา และหากเบิกมากเกินจำนวนที่กำหนด ต้องเรียกข้อมูลมาตรวจสอบแบบทันท่วงที ซึ่งเดิมทีเรามีระบบนี้อยู่แล้ว แต่บางครั้งทาง รพ.เอง อาจจะนัดคนไข้นาน จึงอาจให้ยากลับไปเป็นจำนวนมากก็มี ดังนั้น ต้องดูเรื่องความเหมาะสมด้วย 

นอกจากนี้ นพ.จเด็จ ยังได้ฝากทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้ทำแบบนี้ เพราะนอกจากจะทำลายระบบแล้ว ยังมีปัญหาทางคดีด้วย และหากมองอีกด้าน คือ ด้านทรัพยากร หากไม่ทำแบบนี้ เราก็จะมีทรัพยากร มียาให้ผู้ป่วยหรือคนอื่นๆเมื่อมีความจำเป็นด้วย และไม่ควรทำให้ราชการเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น 

อย่าหาทำนะคะแบบนี้ ระวังติดคุกหัวโต