ปศุสัตว์เผยผลชันสูตร เสือแม่ริมตายกว่า 70 ตัว จาก 2 เชื้อร้าย ติดต่อระหว่างสัตว์ได้ง่าย แต่ไม่ติดคน
แพทตี้ อีจัน
21 กุมภาพันธ์ 2569

จากกรณีข่าวเศร้า เสือโคร่งใน “คุ้มเสือแม่ริม” (Tiger Kingdom) จ.เชียงใหม่ ป่วยตายหลายตัวในช่วงที่ผ่านมา จนต้องสั่งปิดให้บริการชั่วคราว 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง
ล่าสุด วันนี้ (21 ก.พ.69) นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 และนายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งกรณีพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัว ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติม เพื่อการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยของการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค
ซึ่งได้มีการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งที่เหลืออยู่ไปดูแลที่ศูนย์บริบาลสัตว์คุ้มเสือเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงและจัดแสดงสัตว์ได้ดำเนินการล้างทำความสะอาด ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Canine distemper virus (CDV) และพบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.
Mycoplasma spp. เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ จากการศึกษาพบว่าสามารถพบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้งในเสือที่เลี้ยง และเสือในธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก
เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวก่อให้เกิดอาการ ซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เกิดภาวะเลือดจางจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดซีดของเยื่อเมือก ภาวะดีซ่าน และม้ามโต ในกรณีที่เกิดโรครุนแรง
โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่ำ จากทั้งภาวะความเครียด การป่วยเรื้อรัง รวมทั้งสัตว์ที่มีอายุสูง โดยการรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการรักษาตามอาการ
นอกจากนี้การลดจำนวนสัตว์พาหะในสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อในพื้นที่เลี้ยง
Canine distemper virus (CDV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในสัตว์กลุ่มสุนัข และแมว โดยพบว่ามีสัตว์ตระกูลแมว (Felidae) มีความไวต่อการเกิดโรคมากกว่า โดยมีรายงานการพบการเกิดโรคในสัตว์ป่าตระกูลแมว ทั้งเสือโคร่ง สิงโต เสือดาว เสือชีต้าห์ และเสือดาวหิมะ
เชื้อไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง รวมทั้งผ่านทางอากาศ ก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการไอ จาม ปอดอักเสบ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย รวมทั้งอาการทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ ชัก
จากการตรวจพบผลบวกของเชื้อทั้ง 2 ชนิดข้างต้น อาจเป็นสาเหตุของการตายของเสือในคุ้มเสือเชียงใหม่ โดยปัจจัยโน้มนำที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ และการแพร่ระบาดของเชื้อ อาจเกิดจากภาวะความเครียด และภาวะเลือดชิดที่อาจเกิดขึ้นในสัตว์ป่าที่เลี้ยงในที่เลี้ยง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างเฉียบพลันในช่วงดังกล่าว รวมทั้งการติดเชื้อร่วมกันของทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดนี้ ขอยืนยันว่าเชื้อดังกล่าวไม่พบการติดต่อสู่คน พนักงานและผู้ดูแลเสือทุกคนได้รับการตรวจสุขภาพครบถ้วนแล้วพบว่าร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ เหตุการณ์นี้จำกัดวงอยู่เพียงในกลุ่มสัตว์เท่านั้น ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่าตื่นตระหนก
ทั้งนี้ คุ้มเสือเชียงใหม่จะเปิดให้บริการปกติเมื่อมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม


ขณะที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Faculty of Veterinary Science, CU. โพสต์ถึงกรณีนี้ว่า “ขอร่วมให้ข้อมูลทางวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยหนึ่งในโรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในสัตว์ป่ากลุ่มเสือคือ “โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper Virus: CDV)” ซึ่งเป็นโรคไวรัสร้ายแรงในกลุ่ม Morbillivirus สามารถติดต่อระหว่างสัตว์ได้ง่าย ก่อให้เกิดอาการทางระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท และมีอัตราการตายสูง โดยเฉพาะในสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมี “ภาวะเลือดชิด”
แม้โรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คน แต่ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสัตว์ป่าและสัตว์อนุรักษ์อย่างยิ่ง การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การควบคุมโรคอย่างเข้มงวด การฉีดวัคซีนในสัตว์กลุ่มเสี่ยง การดูแลสุขอนามัย และการจำกัดการสัมผัสระหว่างสัตว์บ้านกับสัตว์ป่า
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย และมาตรการทางวิชาการ เพื่อร่วมปกป้องสุขภาพสัตว์และความยั่งยืนของระบบนิเวศไทย”
