ปพ. คุมตัวฝากขัง “3 นอมินีไทย” ปมถือหุ้นไชน่า เรลเวย์

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

22 เมษายน 2568

ปพ. คุมตัวฝากขัง “3 นอมินีไทย” ปมถือหุ้นไชน่า เรลเวย์

วันนี้ (22 เม.ย. 68) เวลา 10.20 น. ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (ปพ.) ได้ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาชาวไทย ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา โดยผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ นายประจวบ , นายมานัส และนายโสภณ แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้แสดงคำตอบกลับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ระหว่างถูกควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหา ได้ถูกใส่กุญแจมือและใช้ผ้าปิดคุมไว้เพื่อป้องกันกรณีสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมีสภาพอิดโรย พร้อมสวมเสื้อผ้าตัวเดิม จากนั้นเจ้าหน้าที่ ปพ. ได้คุมตัวขึ้นรถตู้เอนกประสงค์ 2 คัน ออกจากอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปยังศาลอาญารัชดาภิเษก 

ต่อมาเวลา 10.30 น. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาให้สัมภาษณ์ ว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ 3 ผู้ต้องหาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งในภาพรวม ได้มีผู้ต้องหา 1 ราย คือ นายโสภณ ที่ยอมให้การ ขณะที่อีก 2 ราย คือ นายประจวบ และนายมานัส แจ้งความประสงค์ขอชี้แจงเป็นเอกสารภายใน 30 วัน โดยการชี้แจงผ่านหนังสือจะไม่ได้มีผลต่อรูปคดี เพราะผู้ต้องหาย่อมให้การอย่างไรก็ได้ แต่ทุกคำให้การจะถูกนำมาพิสูจน์ทั้งหมด โดยประเด็นที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม คือ การถือหุ้น กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการและผู้ถือหุ้น รวมถึงที่มาของเงินที่ใช้ในการลงทุน และอำนาจทางการบริหาร

อย่างไรก็ตาม ระหว่างข้อมูลที่ผู้ต้องหาให้การกับข้อมูลที่ดีเอสไอรวบรวมมานั้น พบว่าบางส่วนไม่ตรงกัน ทั้งนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ราย ไม่ยอมเข้ามาพบดีเอสไอก่อนมีหมายจับของศาล เราได้สอบถามประเด็นนี้ แต่พวกเขาไม่ตอบ แต่ได้รับแจ้งว่าพอเห็นหมายจับจึงเข้ามาพบพนักงานสอบสวน และไม่ได้ให้ข้อมูลว่าไปอาศัยอยู่ด้วยกันหรือไม่  

พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า สำหรับความสัมพันธ์รู้จักกันของ 3 กรรมการชาวไทยและชาวจีน 2 ราย อย่างนายบินลิง วู และนายชวนหลิง จาง นั้น มีการให้ข้อเท็จจริงว่ารู้จักกัน โดยเฉพาะในส่วนของนายประจวบ และนายมานัส ที่ทำงานกับบริษัทอื่นที่มีคนจีนไปเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทั้งนายประจวบ และนายมานัส ไม่ได้เริ่มต้นจากการเข้ามาเกี่ยวข้องในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด แต่ไปเริ่มต้นกับบริษัทอื่นมาก่อน ส่วนใครเป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาเป็นกรรมการและถือหุ้นนั้น ในคำให้การกล่าวอ้างของนายโสภณ ระบุว่า นายประจวบ และนายมานัส คือผู้ชักชวน แต่คำให้การของผู้ต้องหา ต้องนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงอีกครั้ง 

ในระหว่างการสอบปากคำนายโสภณ เจ้าตัวเปิดเผยเอง แต่บางครั้งทนายความก็จะช่วยอธิบายคำถามบ้าง เพราะบางประเด็นอาจเข้าใจไม่ละเอียด นอกจากนี้ ในประเด็นของการถือหุ้นของทั้ง 3 ราย พบว่าหุ้นมันมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 61-68 มีการสลับเพิ่ม-ลง  

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เราแบ่งเงินที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ออกเป็น 2 ส่วน คือ เงินลงหุ้น และเงินที่กู้ยืมมาเพื่อทำธุรกิจ ตรงส่วนนี้เราจะไล่ย้อนหลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน ดังนั้น เส้นทางการเงินจะสอดคล้องกับสัดส่วนการถือหุ้นหรือไม่ ต้องให้เวลาพนักงานสอบสวนตรวจสอบก่อน เพราะเพิ่งได้รับข้อมูลรายงาน “รายได้และเงินคงค้างในบัญชีของ 3 กรรมการชาวไทย ทางดีเอสไอพอมีข้อมูลว่าเป็นเงินจำนวนไม่เยอะ บางคนเหลือเงินติดบัญชีแค่หลักหมื่นบาท”