จับ ตู้ห่าว ตัวการหลักจีนเทา เปิดผับ ค้ายาในไทย
นูนนี่ อีจัน
24 พฤศจิกายน 2565

บิ๊กโจ๊กเอาจริง ! ล้างบางนายทุนจีนในไทย ทำธุรกิจสีเทา เปิดบ่อน เปิดผับ ค้ายา สวมบัตร
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พักพาล รอง ผบ.ตร. นำทีมขยายผล 4 เคส จินหลิง – ท็อปวัน – เบบี้เฟซ – คลับวัน ซึ่งที่ผ่านมา ตำรวจได้เข้าตรวจสอบสถานบริการที่มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันคือ นายทุนจีนเป็นเจ้าของ เเละใช้คนไทยเป็นนอมินี
ร้านจินหลิง พื้นที่ สน.ยานนาวา
วันที่ 26 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ตำรวจได้เข้าตรวจค้นร้าน พบสารเสพติดในปัสสาวะของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และพบยาเสพติดอยู่ภายในร้าน จากกรณีดังกล่าว ได้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย คือ ไห่ เถา หรืออาหวง พร้อมยึดของกลางเป็นยาเสติดประเภท เฮโรอีน ยาอี และแฮปปิ้วอเตอร์จำนวยหนึ่ง ซึ่งมีไว้จำหน่ายให้กับลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้าน และยังตรวจคันจุดต้องสงสัยอีกกว่า 38 จุด ยึดรถหรู 5 คัน และ เงินอีก 19 ล้านบาท
นอกจากนี้ ตำรวจได้ขยายผลเกี่ยวกับยาเสพติด จนสามารถออกหมายจับ และจับกุมดำเนินคดีเพิ่มเติม รวมทั้งหมด 4 ราย ได้แก่
1. นายหวง ไห่ เถา หรือ อาหวงสัญชาติจีน
2. นายเจียง ไต่ หลิน หรือเสี่ยหลิน สัญชาติจีน
3. นายเหมา ยะ ฉวง หรืออาฉวง สัญชาติจีน
4. นายหวัง เจี้ยน หัว หรืออาหัว สัญชาติจีน
โดยเเจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อ คือ
1.ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน
2.ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนชน
3.สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
หลังจากจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายแล้ว ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและพบความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น จนสามารถขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ
1. นายชัยณัฐร์ หรือ ตู้ห่าว
2. นายหยาง เฉิน หรืออาหยาง สัญชาติจีน
โดยดำเนินคดีใน 3 ข้อหา คือ
1.ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน
2.ร่วมกันจำหน่ายวัตถุจิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน
3.สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายเเรงเกี่ยวกับยาเสพติด
อาหยาง อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุม
ร้านท็อปวัน พื้นที่ สน.สุทธิสาร
กรณีพบนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ น.ส.โหยว ชื่อ หัว อายุ 31 ปี ซึ่งเธอเข้าไปเที่ยวที่สถานบริการเเห่งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย.65 ที่ผ่านมา ต่อมาได้เสียชีวิตลงเนื่องจากเสพยาเกินขนาด ตำรวจได้มีการสืบสวนจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซุกช่อนอำพรางหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิต ทั้งหมด 4 ราย
จากสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว จึงเป็นที่สงสัยว่า ท็อปวัน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด บิ๊กโจ๊กจึงได้สั่งให้ตรวจสอบเกี่ยวกับเจ้าของและผู้เกี่ยวข้องโดยละเอียด ว่า มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือการกระทำผิดอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ท็อปวัน มีกลุ่มนายทุนจีนเป็นเจ้าของ โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ แต่นายทุนจีนดังกล่าวได้แสดงออกโดยชัดเจนว่าตนมีความเป็นเจ้าของ ซึ่งมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 2 ราย คือ
1. นายวีรยุทธ อายุ 23 ปี
2. นายจาง เจี้ยนกุ้ย อายุ 48 ปี สัญชาติจีน
การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร. บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และยังดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้มีออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายมาดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว
ร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน
วันที่ 1 พ.ย.65 ที่ผ่านมา ตำรวจเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงที่อาจมีส่วน
เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนจำนวน 6 แห่ง รวมทั้งร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตันด้วย ซึ่งผลการตรวจสอบ พบสารเสพติดในนักท่องเที่ยวภายในร้านจำนวน 2 ราย จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ร้านดังกล่าวมีเจ้าของเป็นบุคคลสัญชาติจีน ซึ่งมีคนไทยเป็นนอมินี จึงได้ทำการขยายผลจนทราบว่า เจ้าของสัญชาติจีนดังกล่าวคือ นายสุ่ย ไท่ เหว่ย หรือ เดวิด เป็นเจ้าของ จึงได้ขออนุมัติศาลเข้าค้นที่พักของนายเดวิด ที่บ้านของนายเดวิด
ผลจากการตรวจสอบบ้าน พบ สุราต่างประเทศ 24 ขวด ไวน์ต่างประเทศ 28 ลัง บุหรี่ต่างประเทศจำนวน 45 คอตตอน บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์จำนวน 15 กล่อง และอาวุธป็นจำนวน 2 กระบอก จึงได้จับพร้อมของกลางดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และ พ.ร.บ.สรรพสามิตฯ
ตำรวจขยายผลต่อ พบว่า นอกจากนายเดวิดซึ่งได้จับกุมดำเนินคดีแล้วนั้น ยังมีกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 ราย โดยเป็นกลุ่มคนจีนมาลงทุนและใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี ซึ่งคนไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ ในการทำธุรกิจดังกล่าว มีหน้าที่เพียงลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆเเละได้รับเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาเพิ่มเติมรวมทั้งที่จับกุมแล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย
1. บริษัท พอง แบงค็อก จำกัด (ในฐานะนิติบุคคล)
2. นายสุ่ย ไท่ เหว่ย หรือเดวิด อายุ 47 ปี
3. นายจู้ เฉิน สัญชาติจีน
4. นางทองใส
โดยเเจ้งข้อกล่าวหา
1.ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายฯ โดยมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจตนแต่ผู้เดียวหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเสี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ฯ
ร้านคลับวัน พัทยา พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นร้านคลับวัน พัทยา เมื่อวันที่ 23 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งพบยาเสพติดจำนวนมากภายในร้านดังกล่าว และได้มีการจับกุมผู้ดูแลร้านจำนวน 1 ราย ดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด และเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ร้านดังกล่าวเป็นสถานบริการที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้มีสืบสวนหาเจ้าของร้านที่แท้จริงเพื่อนำมาดำเนินคดีจนทราบว่า ร้านดังกล่าวมีบริษัท เดอะ ซิกเนเจอร์จำกัด เป็นผู้ดำเนินกิจการดังกล่าว ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 4 ราย ได้แก่
1. นายมนู อายุ 37 ปี
2. นายสุนทร อายุ 68 ปี
3. นายนิติพัฒน์ อายุ 45 ปี
4. นายแบงค์ อายุ 46 ปี
ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดทั้งในฐานะนิติบุคคลและฐานะส่วนตัวรวม 5 หมายจับ 4 บุคคล โดยจะดำเนินคดีในความผิด 3 ข้อหา คือ
1.ร่วมกันเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง
2.ร่วมกันจำหน่ายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต
3.ร่วมกันจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
4.ร่วมกันยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการและผู้ได้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ย้าย แก้ไข เปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนชื่อ) สถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้ง 4 พื้นที่ มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะมีนายทุนจีนเป็นเจ้าของ เเละ มีคนไทยเป็นนอมินี และยังมีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดประเภทอื่น เช่น ยาเสพติด บ่อนการพนั้น หรือคอลเซ็นเตอร์


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังเผยอีกว่า “เราต้องเดินอย่างรอบคอบ เรากำลังสู้อยู่กับคนรวย กลุ่มคนที่มีทุนมหาศาล เพราะฉะนั้นการจะเอาคนเหล่านี้ให้อยู่หมัด ต้องรวงบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุม”

ซึ่งขณะนี้หัวๆกลุ่มนายทุนจีนมี 5 คน
จับเเล้ว 3 คน เหลืออีก 2 คนกำลังติดตามตัว คือ
-ตู้ห่าว จับเเล้ว
-โทนี่ ยังอยู่ในประเทศไทย ตำรวจกำลังติดตามตัว
-เดวิด จับเเล้ว
-ยู่ฉางเฟ่ย จับเเล้ว
-หมิง หลบหนีออกนอกประเทศ
ซึ่งทั้ง 5 คนนี้ บิ๊กโจ๊ก เผยว่า ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง เจ้าเหว่ย เจ้าพ่อคิงส์โรมัน ที่เป็นนักธุรกิจจากประเทศจีน

จากการขยายผล สถานบริการทั้ง 4 ที่ ตำรวจสามารถจับกุมคนจีนเเละนอมินีคนไทยได้ทั้งหมด 93 คน ตรวจค้นพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง 20 จังหวัด 75 จุด สามารถตรวจยึดรถหรูได้ 43 คัน เงินสด 19 ล้านบาท เเละคอนโด รวมทั้งหมดมีมูลค่ามากถึง 1,000 ล้านบาท!!!
“ตัวหลักเราดำเนินการจับกุมไปเกือบหมดเเล้ว หลังจากนี้ จะขออนุมัติหมายจับอินเทอร์โพล เพื่อตามจับผู้ต้องหาที่หลบหนีออกนอกประเทศ ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ วันนี้ได้ดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา 2 คน รอง ผกก.จราจร ลาดพร้าว 1 คน ซึ่งมีการร่วมกันปล่อยตัวผู้ต้องหารายสำคัญ เเละอีกส่วนหนึ่งคาดว่า จะดำเนินคดีกับรองผู้บังคับการนครบาล 6 อีก 1 คน ซึ่งได้มีการปล่อยรถหรูออกไป 4 คัน เเละมีการรับผลประโยชน์ พฤติการณ์ คือ มีการมาขอรับรถ ซึ่งรถที่ตรวจยึดมาต้องผ่านขั้นตอนของการตรวจจาก พฐ. ก่อน รถที่ปล่อยไปไม่ได้ผ่านการตรวจเลย อย่างนี้เลี้ยงไว้ไม่ได้!” บิ๊กโจ๊กกล่าว

เเล้วคนจีนเหล่านี้เข้าประเทศเราได้ยังไง ?
บิ๊กโจ๊ก เผย สืบสวนพบว่า การเข้าประเทศของกลุ่มคนจีน มีการเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่านักเรียน คนอายุ 50-60 ปี เข้าประเทศไทยโดยการใช้วีซ่านักเรียนทั้งนั้น โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการมายื่นขอวีซ่า ก็เป็นการรู้เห็นเป็นใจระหว่างโรงเรียน กับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ทั้งนี้จะมีการเรียกเจ้าหน้าที่ในจังหวัด อุดรธานี ขอนเเก่น เเพร่ เเละ เชียงใหม่ มาตรวจสอบด้วย ปลัดอำเภอ หรือ นายอำเภอคนไหนเป็นคนออกบัตรให้ หากมีพยานหลักฐานที่สาวไปถึงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

จับตากันต่อ!
ธุรกิจจีนเทา เปิดผับบังหน้า เเต่ค้ายาอยู่เบื้องหลัง บิ๊กโจ๊ก ลั่นเอาจริง เอาให้อยู่หมัด จะดำเนินคดีให้หมด ไม่มียกเว้นเเน่นอน