“เจ๊อ้อย” ยันเอาเรื่องทนายดังให้ถึงที่สุด เงิน 71 ล้าน ไม่ใช่เสน่หา

อีจัน อ้วน

อีจัน อ้วน

1 พฤศจิกายน 2567

“เจ๊อ้อย” ยันเอาเรื่องทนายดังให้ถึงที่สุด เงิน 71 ล้าน ไม่ใช่เสน่หา

หลังจาก ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชนชนฯ ชี้แจงประเด็นเงิน 71 ล้านบาทในรายการโหนกระแส ว่า ได้มาจากลูกความคนหนึ่งที่เป็นมหาเศรษฐี อยู่ในต่างประเทศ ทำธุรกิจหลายอย่างในประเทศไทย จ้างให้ตนช่วยดูแลทำธุระต่างๆ ในเมืองไทยแทน ซึ่งเงิน 2 ล้านยูโร (ประมาณ 71 ล้านบาท) เศรษฐีนีให้มาเพื่อจะเอาเงินเหล่านี้เข้ามาในไทย โดยตนก็หาวิธี ทำโปรเจคแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ เพื่อรับเงินเข้ามา โดยไม่เสียภาษี 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา หลังจากนั้นเศรษฐีนีได้ออกมาโต้กลับว่าเงิน 71 ล้านบาทให้มาเพื่อทำธุรกิจแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ ไม่ใช่ให้โดยเสน่หา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าวันนี้ (1 พ.ย.67) ที่ อาคารประชาอารักษ์  กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย เศรษฐินีชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีประเด็นเรื่องเงิน 71 ล้านบาทกับทนายความชื่อดัง หลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ได้เปิดโอกาสให้สื่อฯ ที่มาเฝ้ารอสัมภาษณ์ นานกว่า 11 ชั่วโมง ว่า ตนมีความรู้สึกสบายใจมากขึ้น หลังจากเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ได้เสน่หา จึงไม่จำเป็นต้องให้เงินจำนวน 71 ล้านบาทกับทนายความชื่อดังแต่อย่างใด และยืนยันว่าต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเวลาล่วงเลยมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการให้ปากคำในวันนี้ขอไม่เปิดเผยเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยอมรับว่าการให้ปากคำยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งต้องมาอีกโดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้นัดหมาย

ด้านนายสมชาติ พินิจอักษร ทนายความ เปิดเผยว่า การให้ปากคำในวันนี้เนื้อหาไม่แตกต่างจากเมื่อวาน แต่มีการเพิ่มเติมลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งการให้ปากคำในตลอด 2 วันที่ผ่านมา ถือว่าคืบหน้าไปแล้ว 60% นอกจากนี้วันนี้ยังได้นำพยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารมาให้พนักงานสอบสวนด้วย

ส่วนปมแตกหักระหว่างเจ๊อ้อยและทนายความชื่อดังนั้น มีปัญหาบาดหมางระหองระแหงแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นเรื่องใด ซึ่งเจ๊อ้อยยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นั่นหมายถึงให้ศาลฯ เป็นผู้พิพากษา

ส่วนกรณีที่ทนายความชื่อดังออกมายืนยันว่าจะไม่มีทางคืนเงิน 71 ล้านบาท พร้อมต่อสู้ในชั้นศาลฯ ก็เป็นแนวทางการต่อสู้ของเขา แต่ทางเรามีพยานหลักฐานและมีแนวทางการต่อสู้คดีเหมือนกัน ไม่ใช่เสน่หาอย่างแน่นอน

ส่วนกรณีรถเบนซ์สีดำ ก่อนหน้านี้เจ๊อ้อยเป็นเจ้าของรถ แต่มีการหยิบยืมไปใช้บ้างเป็นครั้งคราว ส่วนกระแสข่าวคนใช้รถตัวจริงไม่ใช่คู่กรณี แต่มีการนำไปให้ชาวต่างชาติ หรือกลุ่มจีนเทาเป็นผู้ใช้รถนั้น ยอมรับว่าตนได้ข้อมูลเหมือนกับสื่อมวลชน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

ส่วนกรณีที่มีคนพบว่าคู่กรณีมีการไปยื่นขอหนังสือเดินทางเพื่อไปยุโรปนั้น ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ยืนยันว่าต่อให้หลบหนีไปต่างประเทศก็ไม่ทำให้หนักใจเพราะเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ