จับตา! ราคาน้ำมัน! เอกนัฏ ยัน “ดีเซล” ลดแน่ 2.14 บ./ลิตร คาดมีผลพรุ่งนี้ (9 เม.ย.69)
แพทตี้ อีจัน
8 เมษายน 2569

จับตาราคาน้ำมัน! หลังจากกลางดึกวันนี้ (8 เม.ย.69) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ Truth Social ว่า “จากบทสนทนากับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และจอมพลอาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน ซึ่งทั้งสองได้ขอให้ผมระงับการส่งกำลังทำลายล้างไปยังอิหร่านในคืนนี้ และภายใต้เงื่อนไขที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นี่จะเป็นการหยุดยิงสองฝ่าย เหตุผลที่ทำเช่นนั้นคือเราได้บรรลุและเกินเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว และกำลังคืบหน้าไปมากกับข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน และสันติภาพในตะวันออกกลาง เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ใช้ได้จริงในการเจรจา เกือบทุกประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งในอดีตได้รับการตกลงกันแล้วระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แต่ระยะเวลาสองสัปดาห์จะช่วยให้ข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์และมีผลบังคับใช้ ในนามของสหรัฐอเมริกา ในฐานะประธานาธิบดี และในฐานะตัวแทนของประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ปัญหาระยะยาวนี้ใกล้จะได้รับการแก้ไขแล้ว”
ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เปิดเผยผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ว่า วันนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ถือเป็นจังหวะที่เราจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันดีเซลได้ โดยวันพรุ่งนี้จะมีการปรับลดอย่างแน่นอน ซึ่งจะประกาศในวันนี้ และคาดว่าจะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้
หลังจากที่มีการให้สัมภาษณ์ออกไป ปริมาณการรับซื้อน้ำมันก็เริ่มลดลงแล้ว
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันถูกหรือแพงนั้น มีอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ
1. สถานการณ์ในตลาดโลก โดยเฉพาะปัจจัยด้านความขัดแย้ง หากมีการสู้รบราคาก็จะสูงขึ้น แต่เมื่อมีการหยุดยิง ราคาก็จะปรับลดลง
2. กลไกราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบโดยตรง แต่ยึดราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงผิดปกติและสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนนำมาตั้งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น จากนั้นจึงบวกภาษีและค่าการตลาด ส่วนราคาหน้าปั๊ม หากต้องการตรึงราคาก็ใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุน
อย่างไรก็ตาม เงินกองทุนน้ำมันก็เป็นเงินของผู้ใช้น้ำมันเอง เปรียบเสมือนการนำเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลให้ในอนาคตราคาน้ำมันไม่ลดลงตามต้นทุนจริง หรืออาจต้องกลับมาใช้น้ำมันในราคาที่แพงขึ้น
จึงเกิดการตัดสินใจสำคัญในการปรับโครงสร้างราคา โดยยังคงอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ในสถานการณ์ผิดปกติสามารถปรับลดลงให้สะท้อนความเป็นจริงของประเทศไทยได้ เนื่องจากไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด
สำหรับตัวเลขการปรับลด 2 บาท มาจากข้อมูลของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ขณะนี้มีโรงกลั่นบางส่วนให้ความร่วมมือ ขณะที่บางแห่งยังไม่เข้าร่วม หรือมีท่าทีลังเล ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรม หากให้เพียง 2-3 โรงกลั่นรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการใช้อำนาจปรับลดราคา 2 บาทจึงถือว่าเป็นแนวทางที่เป็นธรรมที่สุด ให้ทุกโรงกลั่นร่วมรับผิดชอบ
ขณะนี้ร่างมาตรการเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างให้กฤษฎีกาตรวจสอบ ก่อนส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงเที่ยงวันนี้ จากนั้นจะเข้าสู่การประชุมกองทุนน้ำมันในช่วงบ่าย และส่งต่อส่วนลด 2 บาทไปยังหน้าปั๊ม ซึ่งหากไม่มีปัจจัยอื่นเพิ่มเติม ราคาหน้าปั๊มจะลดลงประมาณ 2.14 บาท
ขณะเดียวกัน ปัจจัยจากต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยกลไกราคาที่ปรับลดลงมาจากนโยบายภายในประเทศ และยังได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ภายนอก
ถือเป็นข่าวดี 2 ต่อ คือ ภาระของกองทุนน้ำมันจะลดลงประมาณ 200-300 ล้านบาท และราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงราว 2.14 บาท จากการปรับกลไกราคาหน้าโรงกลั่น
อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง จึงยากที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า แม้จะมีการยืนยันการปรับลดในครั้งนี้
จากการเฉลี่ยต้นทุนทั้งหมด รวมถึงค่าประกันความเสี่ยง (วอร์พรีเมียม) พบว่ามีส่วนต่างอยู่ประมาณ 1.50-2 บาท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำตัวเลขมาแสดงรายละเอียดได้
ทั้งนี้ ยังมีต้นทุนบางส่วนที่มีความละเอียดอ่อน เช่น การขนส่งน้ำมันผ่านพื้นที่เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง บางโรงกลั่นต้องไปเจรจาเอาออกจากช่องแคบฮอร์มุซ กว่าจะเอาเรือลำนั้นออกมาได้ โรงกลั่นจึงต้องบริหารจัดการหลายด้านพร้อมกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก และความจำเป็นในการสำรองน้ำมันเพื่อป้องกันการขาดแคลน
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ค่ากลางของราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคำนวณอ้างอิงจากตัวเลขของเดือนมีนาคม แต่พบว่า “ค่าการกลั่น” ในช่วงวันที่ 1–8 เมษายน ปรับตัวสูงขึ้นถึง 17.40 บาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการจะปิดยอดข้อมูลของเดือนเมษายนในช่วงวันที่ 1–7 ก่อนนำตัวเลขในสัปดาห์แรกมาพิจารณา และคาดว่าจะมีการประชุมสรุปผลในช่วงกลางเดือนเมษายน เพื่อนำไปใช้พิจารณาส่วนลดหน้าโรงกลั่นอีกครั้ง
ปัญหาสำคัญ คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ซึ่งไทยใช้อ้างอิง มีความผันผวนสูง จึงย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด 100% เนื่องจากสถานการณ์ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ อย่างไรก็ตาม ต้องบริหารให้สมดุล ไม่ให้กระทบสภาพคล่องของโรงกลั่นในการจัดซื้อน้ำมันดิบ เพราะหากกระทบจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้ อาจนำไปสู่ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ซึ่งรุนแรงกว่าปัญหาราคาน้ำมันแพง
แม้ค่าการกลั่น 17.40 บาท จะอยู่ในระดับสูง แต่ในช่วงวิกฤตจำเป็นต้องพิจารณาจากตัวเลขจริง โดยที่ผ่านมาไทยดำเนินการเสมือนเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดีเซลทั้งหมด ทั้งที่ความจริงแล้วไทยนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการกลั่นเป็นน้ำมันดีเซล ดังนั้น โรงกลั่นที่ได้รับกำไรจากกระบวนการนี้ก็ควรมีส่วนร่วมรับภาระในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ การปรับลดราคาน้ำมันในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ใช้กลไกใหม่ ซึ่งไม่ได้อ้างอิงราคาสิงคโปร์หรือใช้กองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้นักเก็งกำไรไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้ง่ายเหมือนเดิม ถือเป็นการลดแรงจูงใจในการกักตุนและเก็งกำไร
ในช่วง 1–2 วันที่ผ่านมา หลังจากมีการประกาศแนวทางดังกล่าว พบว่าสถานการณ์การซื้อขายน้ำมันเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยล่าสุดยอดขายต่ำกว่ายอดการผลิตเป็นครั้งแรก นับเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มสมดุลมากขึ้น
เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย มีระบบกลไกที่แตกต่าง โดยมีการกำหนดโควต้าน้ำมันราคาถูกให้ประชาชนใช้ประมาณ 300 ลิตรต่อเดือน ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนจริง ปัจจุบันได้ปรับลดเหลือ 200 ลิตร และราคาทั่วไปต้องปรับตามตลาด
แม้ไทยมีปริมาณน้ำมันดิบไม่เท่ามาเลเซีย แต่ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในเดือนเมษายนยังเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคมยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากแผนการนำเข้าน้ำมันดิบยังไม่ครบตามความต้องการทั้งเดือน โดยปกติไทยต้องใช้น้ำมันดิบประมาณ 30 ล้านบาร์เรลต่อเดือน ซึ่งในเดือนเมษายนมีการจัดหาครบถ้วนแล้วและมีสำรองบางส่วน แต่เดือนพฤษภาคมยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการนำเข้าให้ครบตามเป้าหมาย
ไทยต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันขาดแคลน พร้อมทั้งใช้สถานการณ์วิกฤตเป็นโอกาสในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซ หรือวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้มีการออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นเป็นครั้งแรก และจะมีการปรับตามสถานการณ์จริง โดยยังคงรักษาแรงจูงใจให้โรงกลั่นสามารถดำเนินธุรกิจและนำเข้าน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 2.14 บาท เกิดจากนโยบายภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยจากการหยุดยิงหรือสถานการณ์โลกยังต้องติดตามต่อไป หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปรับลดลงเพิ่มเติม ก็มีโอกาสที่ราคาหน้าปั๊มในประเทศจะปรับลดลงได้อีก โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ หากปัจจัยเอื้ออำนวย นายเอกนัฏ กล่าว