ฟังชัดๆ อ.ตฤณห์ วิเคราะห์ อะไรผลักคนธรรมดาให้ข้ามเส้นเป็นฆาตกร
พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)
31 มีนาคม 2569

“อาชญากร” บางครั้ง ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “ชั่ววูบ”
อีจันเดอะซีรีส์ พามาพบกับ “อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา” นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาหาคำตอบ ที่ไปที่มา ของ การเป็นนักอาชญาวิทยา และ วิเคราะห์ต้นเรื่องของการก่อเหตุร้ายแรง ที่บางครั้ง ระเบิดเวลาก่อตัวมาตั้งแต่วัยเด็ก
อ.ตฤณห์เล่าให้อีจันฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นนักอาชญาวิทยาเหมือนในทุกวันนี้นั้น ตนเองเคยรับราชการตำรวจมาก่อน โดยครอบครัวฝั่งคุณพ่อและปู่นั้นก็เป็นตำรวจมาก่อนจึงอยากให้ตนนั้นมาเป็นตำรวจด้วยเช่นกัน ตนจึงได้เข้าสมัครตำรวจหลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย แต่พอได้รับราชการกลับได้รู้ว่า ความเป็นจริงของสภาพสังคม กับสิ่งที่ตนอยากทำในฐานะตำรวจ มันไม่เหมือนกัน มีหลายๆอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่คิด
อ.ตฤณห์ บอกว่า มาตรฐานของเรายังไม่เทียบเท่ากับสากล เลยทำให้คิดได้ว่าการเป็นแค่ตำรวจธรรมดา ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้ จากนั้นจึงได้ไปศึกษาระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศ โดยให้ความสนใจเรื่องอาชญากรรมจึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะ Criminology (อาชญาวิทยา) ซึ่งสมัยก่อนนั้นคำว่า “อาชญาวิทยา” มีน้อยคนมากที่จะเข้าใจและรู้จัก หลังจากที่ตนเรียนจบ ก็ยิ่งให้ความสนใจมากกว่าเดิม จึงอยากเรียนรู้เพิ่มเติม และได้กลับมาเรียนปริญญาเอกที่ไทยต่อ
“เวลาที่อยากรู้อะไร ก็อยากจะรู้ให้ลึกให้สุดทาง โดยเหตุผลที่มาเป็นอาจารย์ก็เพราะว่า ถ้าเป็นนักอาชญาวิทยา และอยู่ในสายงานตำรวจ จะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะติดระบบราชการ หรือขั้นตอนเกรงใจคนนู้น คนนี้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ก็จะสามารถมีอิสระ เผยแพร่ความรู้ได้อย่างเต็มที่”
อ.ตฤณห์ จึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจ และได้มีโอกาสทำงานในสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย โดยเป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ระหว่างนั้นก็ได้ทำงานเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน กับพวกตำรวจสากลและอิตาลีอยู่เรื่อยๆ ทำให้คิดว่า ตนก็ยังอยู่กับการเป็นตำรวจอยู่
“ตำรวจไม่สามารถเลิกเป็นได้ เพราะความเป็นตำรวจมันยังอยู่ในสายเลือด ทั้งการมองผู้คน วิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ”
อ.ตฤณห์ ยกตัวอย่างว่า ทำไมเป็นนักอาชญาวิทยาในสายงานตำรวจถึงทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะกรณีจับคนร้ายได้ นักข่าวจะสัมภาษณ์คนร้าย ก็ยังสัมภาษณ์ไม่ได้เพราะ “นายยังไม่มา” ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนั้น เนื่องจากการพูดแต่ละครั้งของคนร้ายครั้งแรกสำคัญมากที่สุด พร้อมยกตัวอย่างเสริมว่า หากมีเหตุใดๆก็ตามเกิดขึ้น และคนก่อเหตุคือเยาวชน คนแรกที่เข้าไปสอบปากคำหรือพูดคุยกับเด็ก ควรจะต้องเป็น นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ไม่ใช่ “นาย” , “นักการเมือง” หรือคนใหญ่คนโตในบริเวณนั้น เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ขณะนั่งคุยคนเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา, สังคมวิทยา โดยอาศัยยศตำแหน่งเข้าไป ณ ที่เกิดเหตุ และทำให้ข้อมูลขั้นต้นนั้นถูกทำลายไปตั้งแต่ก้าวเข้าไปคุยกับผู้ก่อเหตุเป็นคนแรก เพราะหลังจากพูดไปแล้ว การพูดครั้งที่สองนั้นจะไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป ถ้าได้มีการโกหกไปแล้วในครั้งแรก ครั้งที่ 2, 3 หรือครั้งต่อๆไป จะโกหกได้เก่งขึ้น ดังนั้นครั้งแรกในการให้ปากคำนั้นสำคัญที่สุด จึงเป็นเหตุผลว่าหากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนั้นไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว พร้อมเปรียบเทียบว่าต่างประเทศถ้ามีคดีแบบนี้เกิดขึ้นคนที่เข้าไปพร้อมกับตำรวจเลยคือนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ เพราะบางอย่างตำรวจอาจไม่เชี่ยวชาญพอ
คำว่าอาชญาวิทยา เป็นศาสตร์ที่เป็นตัวหลักโดยครอบคลุมทั้งสังคมศาสตร์ จิตวิทยา กระบวนการยุติธรรม และ กฎหมาย ดังนั้นคำว่าอาชญาวิทยาอยู่ที่จบคณะอะไรมา โดยตัวของ อ.ตฤณห์ นั้นจบคณะสวิทยาศาสตร์ และยังมีสาขามากมายให้เลือกเช่น อาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา อาชญาวิทยาเชิงนิติศาสตร์ หรืออาชญาวิทยาและบริหารงานยุติธรรม ซึ่งแต่ละอย่างคือความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ดังนั้นคำว่า อาชญาวิทยา เดี่ยวๆ คือการศึกษาอาชญากรรมในทุกมิติหรือมุ่งเน้นหาสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม ที่จะต้องทำความเข้าใจทั้งตัวเหยื่อและผู้กระทำความผิด โดยจะต้องรู้สาเหตุเริ่มต้นทั้งหมด ตั้งแต่ โตมายังไง มีโรคอะไรหรือไม่ สมองมีความผิดปกติหรือไม่ เพื่อที่จะได้เข้าใจ และหาวิธีป้องกันและแก้ไขได้ตรงจุด
โดยอ.ตฤณห์ได้ให้ความรู้ว่า การสังเกตพฤติกรรมเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่คนเหล่านั้น แสดงรอยรั่วออกมา บางคนเป็นคนสุภาพ เรียบร้อย แต่งตัวดี แต่จริงๆเป็นฆาตกร การสังเกตุภายนอกจึงเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก โดยจะต้องดู Behavior Cluster (การแสดงพฤติกรรมที่เป็นกลุ่ม) เช่น สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง โดยเราไม่สามารถวิเคราะห์คนหนึ่งคนได้ จากภาพถ่ายใบเดียว จะต้องดูองค์ประกอบหลายๆอย่างรวมกัน เช่น ตอนเด็ก ตอนโต ตอนทำงาน ตอนอยู่คนเดียว ตอนโมโห ต้องดูเป็นชุดข้อมูล เช่น เมื่อเราต้องไปออกเดทกับคนหนึ่งคน และเขาดูสุภาพและให้เกียรติเรามาก แต่ในขณะนั้นกลับหันไปใช้น้ำเสียงและแววตาอีกแบบกับพนักงาน ก็แสดงให้เห็นว่าคนข้างหน้าเราตอนนี้อาจไม่ใช่ตัวจริงของเขา โดยตัวจริงของคนคนหนึ่งจะเล็ดลอดออกมาในตอนนี้เขาไม่ต้องควบคุมตัวเอง เช่น เราอาจนิสัยดีกับเจ้านายของเรา แต่กับเพื่อนร่วมงานเรากลับเป็นตัวเอง หรือตอนที่เราสบายใจก็จะแสดงนิสัยที่แท้จริงของตัวเองออกมา
“เราจะจับคนโกหกได้อย่างไร?”
อ.ตฤณห์บอกว่า จริงๆการโกหกไม่ได้มีอวัยวะชิ้นใดชิ้นหนึ่งจะชี้ได้ว่า บุคคลนั้นโกหก จะต้องใช้ชุดข้อมูลมาดูประกอบ จะต้องดู incongruent (ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน) เช่น การตอบคำถามว่า ชอบขนมชิ้นนี้ไหม แล้วอีกฝั่งตอบว่า ชอบมากอร่อยดี แต่ในขณะตอบกลับส่ายหัว ซึ่งนี่คือสิ่งที่ไม่สอดคล้องกันและไม่จริง แปลว่าคนเรา สิ่งที่พูด หน้าตาที่แสดง น้ำเสียงและร่างกาย จะต้องไปในทางเดียวกันจึงจะแปลว่าพูดจริง ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งขัดแย้งมา อาจชี้ให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างฝืนธรรมชาติอยู่ แต่การฝืนธรรมชาติก็ไม่ได้หมายความว่าโกหกเสมอไป อาจเป็นระวังตัวหรือเกรงใจก็ได้ เช่น คนที่ปากสั่นขณะตอบคำถามอาจจะไม่ใช่คนโกหก อาจเป็นอาการ กลัว กังวล เครียด ตื่นเต้น ก็มีความเป็นไปได้ การสังเกตุอะไรแบบนี้อาจจะดูยากแต่ตัวของอ.ตฤณห์นั้น ทำงานกับสิ่งพวกนี้มานาน และมีชุดข้อมูลของตัวเอง จึงทำให้วิเคราะห์ได้แม่นยำกว่าคนทั่วไป เพราะตัวเองนั้นได้มีโอกาสไปคุยกับทั้งนักโทษในเรือนจำและคนที่อยู่ในสถานพินิจ ซึ่งเด็กที่อยู่ในสถานพินิจมีแนวโน้มว่า “อาจ” กระทำผิดอีกเมื่อโตขึ้น ดังนั้น อ.ตฤณห์เองจึงมีประสบการณ์มาก โดยเฉพาะคนที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรมและทางจิต จึงมีข้อมูลในคลังสมองของตัวเองว่าคนที่โกหก หรือคนที่มีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงจะเป็นแบบใดซึ่งก็คือการวิเคราะห์พฤติกรรม และวนมาตอบคำถามว่า ดูคนโกหกยังไง คำตอบก็คือดูหลายอย่าง แต่ก่อนคนมักพูดว่า คนโกหกจะหลบตา ปัจจุบันนี้คนโกหกจ้องตาและพูดอย่างมั่นใจ
สิ่งที่ต้องดูเสริม คือธรรมชาติของคนคนนั้นเช่น คนที่มีลักษณะหลงตัวเอง ต้องการเป็นจุดเด่น คนเหล่านี้จะสามารถโกหกโดยไม่รู้สึกผิด สามารถจ้องตาและถามกลับผู้ถามได้อย่างมั่นใจ บุคลิกของแต่ละคนจึงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องสังเกตุ จะต้องดูธรรมชาติของคนคนนั้น ว่าเป็นยังไง แล้วจึงจะรู้พิรุธของคนที่เราจะวิเคราะห์
“เราจะมั่นใจว่า คนๆหนึ่ง นิสัยดีหรือไม่ ได้ยังไง เราคบกับเพื่อนมา 10 ปีแต่ยังไม่เคยอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงเป็นเวลาหลายๆวัน ซึ่งเวลาเหล่านี้จะเป็นเวลาที่คนเราแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา เพราะบุคลิกภาพของคนคือการแสดงอยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนตนรับหน้าที่อาจารย์สอน ก็ไม่สามารถพูดจาไร้สาระ เล่นมุกหยาบๆคายๆเหมือนเวลาอยู่กับเพื่อน กับที่บ้านได้ ซึ่งคำว่า Personality (บุคลิกภาพ) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า “persona” ซึ่งแปลว่า “หน้ากาก” ดังนั้นบุคลิกคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนได้อยู่ตลอด เช่น ตัวจริงอาจจะเป็นคนขี้งกแต่เมื่อเราจะจีบคนเราก็ต้องเปย์เพื่อทำให้เขาชอบ ไปยืมเงินคนอื่นมาเลี้ยงผู้หญิงก็มีเยอะแยะในสังคม
อ.ตฤณห์เล่าอีกว่า ความโหดร้ายของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากการสึกหรอของพฤติกรรม ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ปัจจัยสภาวะจิตใจหรือความรู้สึกอย่างเดียว อาจจะเกิดขึ้นจากความผิดปกติของสมองก็เป็นไปได้ โดยสมอง 3 ส่วนหลักๆที่มักเกิดความผิดปกติ ในคนที่ก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรง คือ Prefrontal Cortex, Anterior Cingulate และ Amygdala โดย 3 ส่วนนี้คือส่วนที่เกิดความผิดปกติในหมู่คนที่ก่ออาชญากรรมซ้ำซ้อนและรุนแรงอยู่เสมอ ถ้าเราวิเคราะห์แล้วรับรู้ว่า บุคคลที่มีความผิดปกติกับสมอง 3 ส่วนนี้ ก็จะสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดพฤติกรรมรุนแรงขึ้นอีก แต่ในประเทศของเราไม่ได้ตรวจ อะไรแบบนี้ พอเข้าเรือนจำก็จบ ไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือเก็บข้อมูลว่า อัตราก่อเหตุซ้ำมีมากน้อยเพียงใด
การที่เราจะเข้าใจความผิดปกติของร่างกาย ไม่ใช่แค่เพียงมีแผลข้างนอก อาจเกิดความผิดปกติจากข้างใน ตั้งแต่วัยเด็ก การใช้ยาเสพติดตอนวัยรุ่น การเกิดอุบัติเหตุ มีโรคเครียด เกิดจากกรรมพันธุ์ ทุกสาเหตุเหล่านี้คือปัจจัยที่ส่งผลให้สมองไม่ปกติ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็เกิดอาการก้าวร้าวจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปกดการทำงานของสมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่ยับยั้งอารมณ์และพฤติกรรม ดังนั้นพวกที่คลั่งก็จะไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยพัฒนาการสมองของคนเราเริ่มต้นจากข้างหลังหรือท้ายทอยและมาปิดจบที่หน้าผากและในขณะที่สมองกำลังพัฒนา ถ้าหากเราไปใช้ยาเสพติด , นอนน้อย หรือสภาพการเลี้ยงดูเครียดมากๆ จะทำให้สมองของเราไม่ได้พัฒนาตามที่มันควรจะเป็น แต่เหตุผลหลักยังคงเป็นยาเสพติด แอลกอฮอล์ และโรคทางจิต ที่ขัดขวางการพัฒนาของสมอง เนื่องจากส่วนที่ใช้คิด คือส่วนสุดท้ายที่พัฒนา ดังนั้นเด็กบางคนไม่ได้พัฒนาถึงส่วนที่ใช้คิด เพราะขณะที่สมองกำลังพัฒนาก็ไปใช้ยาเสพติด การพัฒนาจึงหยุดลง กว่าจะสมองจะพัฒนาได้สมบูรณ์เต็มที่ก็คือช่วงวัย 25-30 ปี เลยเป็นเวลาที่นานมาก จึงเป็นเหตุผลว่าผู้ก่อเหตุวัยรุ่นมักก่อเหตุโดยขาดสติ อารมณ์ชั่ววูบ เพราะสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่นั่นเอง
อ.ตฤณห์ เปรียบเทียบว่า สมมุติว่าคนเราทุกคน คือ ปืน ส่วนการเลี้ยงดู เปรียบเสมือนการลั่นไก เราอาจจะเป็นคนอันตรายก็ได้เพราะเราคือปืน แต่การเลี้ยงดูจะเป็นการกดเหนี่ยวไกว่า เราจะเป็นอันตรายไหม คนบางคนมีสภาวะสมองเหมือนฆาตกรต่อเนื่องทุกประการ แต่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี เขาก็จะไม่ฆ่าใคร แต่ขณะที่อีกคนมีสภาพสมองปกติแต่ถูกทิ้งขว้าง โดนทำร้าย มาตั้งแต่เด็ก บุคคลนี้ก็จะสามารถเป็นปืนที่พร้อมเหนียวไกได้ตลอดเวลาเช่นกัน หลายๆปัจจัยสามาถเกี่ยวข้องกันได้หมด รวมทั้งปัจจัยภายนอก สิ่งแวดล้อม สื่อลามกต่างๆ เด็กบางคนถูกผู้ใหญ่เปิดรูปคนตาย รูปการตัดคอคนให้ดูตั้งแต่เด็ก ทำให้เด็กเหล่านี้โตมากับความรุนแรง และคิดว่าความรุนแรงคือเรื่องปกติ เพราะมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งหมดนั้นอยู่ที่เราจะปั้นเด็กคนหนึ่งคนไปเป็นอะไร
อ.ตฤณห์ให้ความรู้เสริมว่า บางคนเกิดมาพร้อมกับมีสมองส่วน Amygdala (อะมิกดาล่า – สมองส่วนกระตุ้นอารมณ์) เล็กกว่าคนทั่วไป 10% จะทำให้คนคนนี้ควบคุมอารมณ์ยากกว่าคนอื่น คนอื่นโกรธแค่นี้แต่คนนี้โกรธกว่าเป็นร้อยเท่า พร้อมยกตัวอย่างอีกว่า “เราทุกคนล้วนเคยโดนบีบแตรไล่บนถนนแต่ความโกรธไม่เท่ากัน นั่นก็คือความไม่ปกติ” ถ้าเรามีสิ่งที่ฝังใจจะเกิดเป็นความกลัว เป็นปม อาจจะทำให้คนที่เป็นเหยื่อกลายเป็นคนก่อเหตุได้อีกด้วย พร้อมยกตัวอย่างเคส ไอซ์หีบเหล็ก เพราะเป็นเหยื่อโดนบลูลี่มาก่อน ว่าเป็นลูกของฆาตกรหรืออะไรต่างๆ นั่นทำเด็กคนหนึ่งโตมากลายเป็นผู้ก่อเหตุได้ อารมณ์ชั่ววูบเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์ที่มีสติจะมีการยับยั้งอารมณ์ชั่ววูบให้มีสติกลับมา เช่น ถ้าเราโดนด่าในห้องประชุมต่อหน้าคนอื่น จะมีทั้งคนประเภทที่ด่ากลับไปเลย กับประเภทที่เลือกจะเงียบ ขอโทษทั้งๆที่ยังมีความโกรธหรือไม่พอใจอยู่ ขึ้นอยู่กับการยับยั้งสมองส่วนหน้า
และยังมีเรื่องที่ อ.ตฤณห์ได้แนะนำอีกหนึ่งเรื่อง คือเรื่องการเลี้ยงและดูแลลูก สมัยนี้มีแหล่งข้อมูลให้ศึกษามากมาย ทั้งในโลกโซเชียลหรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อที่จะเลี้ยงลูกได้อย่างถูกต้องและโตมามีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่าไปเลี้ยงตามความเชื่อที่ทำกันมา เพื่อป้องกันการทำให้เด็กเกิดความผิดปกติ เด็กสมัยนี้เรียนรู้ผ่านการดู,การฟัง,ได้ซึมซับจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ดุลูกว่าห้ามเล่นมือถือตอนกินข้าว แต่พ่อแม่กลับเล่นเอง ลูกก็จะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำตาม อยากสอนอะไรลูกให้ลงไปเล่นลงไปทำกับลูก นี่คือวิธีที่พ่อแม่จะสอนและรู้จักลูกได้ดีที่สุด
“อย่าคิดว่าโรงเรียนจะสามารถทำให้ลูกของเราเป็นคนยังไง เพราะว่า 24 ชม.ลูกอยู่โรงเรียนแค่ 8 ชั่วโมง แต่อยู่บ้านมากถึง 16 ชั่วโมง แล้วทำไมถึงคิดว่าลูกจะเป็นคนดีเพราะว่าไปโรงเรียน ทั้งครอบครัวและโรงเรียนควรช่วยกัน 2 ฝ่ายในการทำให้เด็กคนหนึ่งโตมา”
โดยอีกหนึ่งประเด็นที่อีจันได้ถามอ.ตฤณห์คือ ประเด็นที่คนบางคนยังทนอยู่กับครอบครัวที่โหดร้าย เช่น ผัวซ้อมเมีย แต่เมียก็ไม่ยอมไปไหน โดย อ.ตฤณห์ ตอบว่า จริงๆแล้วคิดว่าคนที่ทนอยู่ก็คือ เหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะมีสถาวะบกพร่องหรือเปราะบางสภาวะทางจิตใจ เช่น อาจจะขาดความอบอุ่น ขาดทุน ต้องการที่อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่โดนซ้อม สามีมีเมียน้อย กลับบ้านมาซ้อมตลอด แต่ยังอยู่ไม่ยอมไปไหน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลอ้างว่า “อยู่เพื่อลูก” ต้องมีพ่อแม่และลูก นี่คือข้ออ้างที่จะโยนสาเหตุให้ลูก โดยมีเหตุผลเสริมว่า ไม่มีลูกคนไหนอยากจะให้แม่ของตัวเองโดนทำร้าย โดนซ้อมแน่นอน ครอบครัวสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีแต่ พ่อแม่ลูก ไม่ว่าจะ เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว,พ่อเลี้ยงเดี่ยว,แม่กับแม่,พ่อกับพ่อ ทำให้ลูกประสบความสำเร็จมากมายและ ยังสามารถเรียกว่า ครอบครัว ได้เสมอ การอยู่เพื่อลูกจึงเป็นข้ออ้างที่โดนตัดทิ้งอย่างแน่นอน หรืออีกหลายเหตุผลทั้งการต้องพึ่งสภาพทางการเงินของผู้ก่อเหตุ หรือการหย่าร้างทำให้เกิดความอับอาย ไม่อยากโดนนินทา โดยเหตุผลทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลยแต่เกิดจากความกลัว ถ้าไม่ได้โดนกักขังหรือล่ามโซ่เหมือนบางคดีจริงๆ เหยื่อเหล่านี้สามารถเดินออกมาเองได้เลย แต่เลิกที่จะอยู่เอง บางคนตกอยู่ในสถาวะ Dopamine Loop (เสพติดความเจ็บปวด) หรือคือสารที่หลั่งออกมาตอนที่เรามีความสุข เช่น โดนทุบตบตี แต่พอสามีหายโกรธหรือหายโมโห ก็มาง้อมาขอโทษ มาสำนึก ซึ่งในตอนนี้ที่สาร Dopamine หลั่งออกมาก็จะทำให้มีความสุขคิดว่าสามีเปลี่ยนตัวเองได้จริงๆ จะไม่ทำแบบนี้กับเราอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็โดนซ้อมเหมือนเดิม และก็จะเกิดการวนลูปแบบนี้เรื่อยๆ
อ.ตฤณห์ วิเคราะห์อีกเคสที่รุนแรง ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ สังหารทุบหัวพนักงานโรงแรมที่นอนหลับอยู่ที่ อ.หัวหิน โดยบอกว่า นานๆทีถึงจะเจอเคสที่เรียกว่า Over Kill (กระทำความรุนแรงเกินความจำเป็น) อย่างเคสนี้คือเหยื่อได้เสียชีวิตหรือได้หยุดต่อสู้ไปแล้ว แต่ผู้ก่อเหตุยังคงทุบไปที่ศีรษะของเหยื่อต่อไป ซึ่งนั่นคือจุดตายของคนทุกคน เป็นอีกหนึ่งเคสที่โหดเหี้ยมและมีความเป็นคนน้อยมากๆ จุดที่ทำร้ายหรือโจมตี สามารถสะท้อนจิตใจของผู้ก่อเหตุได้ด้วย พร้อมยกตัวอย่างคดีที่สามีใช้อิฐทุบใบหน้าภรรยาจนเสียชีวิตและนำไปเผา โดยสาเหตุที่ทุบบริเวณใบหน้านั้นเพราะคิดว่าตัวเองนั้นไม่คู่ควรกับภรรยา เพราะภรรยาหน้าตาดีตรงข้ามกับตัวเองจึงทำให้หึงหวงและรู้สึกด้อยกว่า หลายๆคดีจึงสามารถวิเคราะห์ได้จากบริเวณที่โจมตี โดยอาวุธที่ถูกหยิบมาใช้ก่อเหตุมากที่สุดคือปืน รองลงมาก็คือการบีบคอ ตามมาด้วยมีด สาเหตุที่การบีบคอนั้นสูงกว่ามีดเพราะว่ามือคืออาวุธที่ไม่ต้องเตรียมการ
ส่วนเรื่องการได้รับโทษของพวกที่ก่อเหตุรุนแรงโหดเหี้ยม อาจารย์เองมองว่า สังคมเราจะต้องอยู่กับบุคคลพวกนี้จริงๆเหรอ? เพราะถ้าเป็นต่างประเทศ เคสพวกนี้คือโดนประหารแน่นอน มีหลายคนมากมายที่พอออกมาจากการรับโทษก็มาก่อเหตุซ้ำ อ.ตฤณห์เองคิดว่าเราควรประเมินอย่างจริงจังโดยผู้เชี่ยวชาญ เรื่องอาชญากร ว่าคนไหนควรได้รับโอกาสและคนไหนที่ไม่ควร ยิ่งคนไหนมีปัญหาทางจิตควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลรักษาอย่างเข้มงวด
สุดท้ายนี้ อ.ตฤณห์ แนะนำวิธีที่จะทำให้เราปลอดภัยจากคนร้ายมากที่สุด คือ ให้เอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น แต่ถ้ายังมีเวลาอยากให้วิเคราะห์และหนี ไม่แนะนำให้ต่อสู้อย่างแน่นอน ระวังตัวให้มากๆ เช่น ถ้าเราจอดรถที่เปลี่ยวนานๆอยากให้สังเกตุรอบรถ ดูทั้งยางรถ มีของเหลวต่างๆไหลมั้ย ก่อนเข้าบ้านของเรามีอะไรผิดปกติหรือไม่ กล้องวงจรปิดไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะประโยชน์ของมันคือหลังจากเหตุเกิดแล้ว แต่ไม่ได้ป้องกันคนตาย พร้อมติถึงเคสล่าสุดว่า ทางโรงแรมเองเป็นโรงแรมเปิด 24 ชม. แต่กลับไม่มี รปภ. หรือถ้า รปภ. เกิดหลับขึ้นมา คือกลายเป็นเรื่องเลวร้ายทันที จากแค่งีบหลับกลับอาจทำให้คนตายได้เลย รปภ.บางที่มีหน้าที่เดียว คือรักษาความปลอดภัยของสถานที่นั้น ควรเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งในองค์กร ตามด้วยว่าทุกอาชีพในบ้านเมืองควรได้รับการประเมิน เพื่อที่จะทำหน้าที่หรืองานของเราให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ชี้ชัดว่านักการเมืองใหญ่โตแค่ไหน ก็ควรได้รับการตรวจสอบต้องมีหลักฐานว่าทำอะไรสำเร็จมากบ้าง ไม่ใช่สักแต่บอกว่าอยู่มานาน มีประสบการณ์มันไม่ได้ช่วยอะไร