ตม.คัดกรองเข้ม! ยัน ชาวอิสราเอลอยู่ในไทย ไม่ถึงหลักแสนคน 

อีจัน อ้วน

อีจัน อ้วน

12 มีนาคม 2569

ตม.คัดกรองเข้ม! ยัน ชาวอิสราเอลอยู่ในไทย ไม่ถึงหลักแสนคน 

จากกรณีสังคมห่วงใยเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายต่างชาติที่เป็นประเทศคู่ขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลาง  

โดยมีการเปิดเผยข้อมูลทางสื่อมวลชนว่า มีคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวอิสราเอลพำนักในไทยจำนวนมากถึง 425,000 คน หรือ 5% ของชาวอิสราเอลทั้งประเทศ โดยเฉพาะจังหวัด ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น พะเยา ประมาณ 470,000 คน แพร่ ประมาณ 440,000 คน จังหวัด ลำพูน ประมาณ 400,000 กว่าคน อำนาจเจริญ ประมาณ 370,000 คน จังหวัด สตูล ประมาน 324,000 คน   

ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่า จะมีการตั้งรกราก จนกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น สังคม และการใช้ทรัพยากรในระยะยาว และอาจดึงไทยเข้าไปเป็นเป้าประเทศพันธมิตรคู่ความขัดแย้งสงคราม  

ล่าสุด วันนี้ (12 มี.ค.69) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษก สตม.ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวว่า ตัวเลขของชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าไทยทาง 5 สนามบินหลัก ในปี 2568 จากระบบฐานข้อมูล ตม. พบว่า มีการเดินทางเข้า 420,202 คน และเดินทางออก 405,712 คน ในขณะที่ ปี 2569 ตั้งแต่ ม.ค. – 11 มี.ค.69 มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้า 84,238 คน และเดินทางออกไปแล้ว 80,171 คน จะเห็นได้ว่า สัดส่วนการเข้าและออกยังไม่มีลักษณะการตกค้างอย่างมีนัยสำคัญจนผิดปกติ  

และจากการรายงานของ ศูนย์เทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมือง พบว่า ในวันที่ 10 มี.ค.69 มีชาวอิสราเอลอยู่ในไทยประมาณ 31,892 คน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมทั้งส่วนของนักท่องเที่ยวฟรีวีซ่า และกลุ่มที่ขอวีซ่าด้วยเหตุผลธุรกิจ นักเรียน ครอบครัว เป็นต้น  

ไม่ใช่ หลักแสน อย่างที่ปรากฎเป็นข่าว 

และเมื่อเจาะลงไปดูชาวอิสราเอล ที่มีการยื่นวีซ่าขออยู่ต่อ ในรายจังหวัด เช่น อำนาจเจริญ มีขออยู่ต่อบั้นปลายชีวิต 1 ราย ส่วน แพร่ และพะเยา ตัวเลขเป็น 0 ส่วนจังหวัดท่องเที่ยว เช่น แม่ฮ่องสอน มีการยื่นวีซ่าขออยู่ต่อ 139 ราย ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวที่หมุนเวียนเข้าออกต่อเนื่อง นอกจากนั้นในเขตสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะต่างๆ เช่น สมุย พะงัน  มีนักท่องเที่ยวและกลุ่มที่ขออยู่ต่อทั้งระยะสั้นระยะยาวตั้งแต่ ม.ค.69 – 11 มี.ค.69 เพียง 5,938 คน  

ดังนั้น ตัวเลขชาวอิสราเอลโดยรวมไม่ใช่หลักแสน  

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้สั่งการ ตม.สนามบิน และ ตม.จังหวัด ทุกพื้นที่ ให้เพิ่มความเข้มในการคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งจากสงคราม ตอ.กลาง ทุกสัญชาติ ที่เดินทางเข้าไทย และพำนักในประเทศ อย่างเข้มข้น  

โดยพิจารณาจาก ประวัติการเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศ แผนการท่องเที่ยว พฤติกรรมการจองที่พักและแผนการเดินทางกลับ หากพบข้อสงสัย ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง  

ขณะที่ ตม.จว.ต่างๆ ได้จัดกำลังพล ออกตรวจสอบการแจ้งที่พักต่างชาติของผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ และออกสืบสวนหาข่าวในเขตชุมชนต่างชาติโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยให้ประสานงานข่าวกับหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อทราบข้อมูลและข้อกังวลทางการข่าว ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีการแจ้งเป้าหมายทางข่าวกรองจากหน่วยข่าวความมั่นคงแต่อย่างใด  

“ขอยืนยันว่า สตม. ให้ความสำคัญกับการระมัดระวังผลกระทบจากสถานการณ์สงครามใน ตอ.กลาง อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เราตกเป็นพื้นที่โต้ตอบของชาติคู่ขัดแย้ง ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติรัฐ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ รอง ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกหน่วยก่อนหน้านี้แล้ว โดยยอมรับว่า มาตรการดังกล่าว อาจกระทบต่อคิวความหนาแน่นของคนต่างชาติที่สนามบิน โดยเฉพาะสุวรรณภูมิในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น ซึ่งใช้เวลารอคิวราว 50 นาที จากเดิมไม่เกิน 30 นาที ซึ่ง ตม.สนามบิน ได้จัดกำลังพลลงตรวจเต็มทุกช่องตรวจ เพื่อรักษาสมดุลย์ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ” พล.ต.ต.เชิงรณ กล่าว