วันนี้เกินรับไหว! ชาวบ้านตำบลหัวเวียง อยุธยา ขอให้เห็นใจ บ้านจมน้ำ 4 เดือน
ตาต้า อีจัน
11 พฤศจิกายน 2568

เสียงจากชาวบ้านพื้นที่ลุ่ม
ที่แช่น้ำอยู่ 4 เดือน
วันนี้พวกเขาแบกไม่ไหวแล้ว
วันนี้(11 พ.ย. 68) อีจันลงพื้นที่ ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ไปดูให้เห็นกับตาค่ะ หลังจากมีคุณครูโรงเรียนวัดบางกะทิง โพสต์คลิปว่าโรงเรียนถูกน้ำท่วมจนมิดเพดานชั้น 1 แล้ว และโรงเรียนก็จมน้ำอยู่แบบนี้มา 77 วัน นักเรียนก็ไม่ได้มาเรียน เพราะบ้านเด็กๆ ก็น้ำท่วมเหมือนกัน






อีจันได้มาเห็นกับตา ได้แต่คิดและเกิดคำถามว่า ชาวบ้านเขาอยู่กันยังไง? เพราะน้ำเยอะมากค่ะ จุดที่ต่ำมากมีน้ำสูงถึง 2.5 เมตรแน่ๆ จากทุ่งนาที่เคยเขียวขจี ตอนนี้ในพื้นที่มันกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ไปแล้ว มองไปทางไหนก็เจอแต่น้ำสีน้ำตาลอยู่ทั่วพื้นที่ บ้านบางหลังที่เป็นชั้นเดียวน้ำท่วมมิดแตะหลังคา บ้านที่ยกสูงและบ้านสองชั้น ยังพอมีที่ให้อยู่ได้บ้าง ดูแล้วหนักจริงๆ

อีจันได้คุยกับ นายดำรงค์ กองสมบัติ กำนันเทศบาลตำบลหัวเวียง กำนันบอกว่า ในเขตเทศบาลตำบลหัวเวียง มีทั้งหมด 13 หมู่บ้าน ที่ตนดูแลอยู่ ทั้งหมดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จมหมดไม่เหลือ จริงอยู่ว่าเราเป็นชุมชนอยู่ใกล้น้ำ ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ารกรากเราอยู่ที่นี่กันมา แต่ที่เราได้รับผลกระทบกันอยู่ทุกวันนี้กินระยะเวลามาเป็น 10 กว่าปี มันอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำ เพราะถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อนที่ตัวเองเป็นเด็ก ฤดูน้ำหลากก็ไม่เป็นอย่างนี้ น้ำก็เข้าทุ่งไปไม่ท่วมทาง ชาวบ้านก็เตรียมรับมือกันไหว เด็กๆ ก็เล่นน้ำมีความสุข แต่ทุกวันนี้การบริหารจัดการ คุณบล็อกนู่นอุดนี่ แล้วปล่อยน้ำมาจากใต้เขื่อนเจ้าพระยามาแบบตรงๆ ระหว่างทางซ้ายขวาคุณบล็อกหมดเลย เหมือนรีดน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนมา แล้วพื้นที่เราเป็นที่ลุ่มต่ำก่อนที่จะออกไปเข้าเมืองเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างทางระบายน้ำจากตรงนั้นแหละที่คุณไม่บริหารจัดการให้ดี จากท้ายเขื่อนคุณต้องระบายซ้ายขวา ซ้ายขวามาตั้งแต่ท้ายเขื่อนเลย
“ยกตัวอย่าง ถ้าคุณบริหารจัดการ ระบายน้ำที่ 1,000 ลบ. คุณก็ตัดยอดน้ำมาก่อน ซ้ายขวา ซ้ายขวา น้ำมาถึงเราสัก 300 ลบ. ก็ถือว่าโอเค”
อีจันถามกำนันว่า ท่วมครั้งนี้ เท่าปี 2554 ไหม?
กำนัน บอกว่า นี่มันเกินแล้ว มวลน้ำน้อยจริง แต่มันมากองที่นี่เกินปี 54 แล้ว นี่คือเรื่องจริง ตอนนี้เท่ากับว่าชุมชนหัวเวียงถูกตัดขาด รถสัญจรไม่ได้ ใช้เรืออย่างเดียว อยู่กับน้ำ จมน้ำแบบนี้มา 4 เดือนกว่าแล้ว

ความเป็นอยู่ของชาวบ้านมันสาหัส บางบ้านน้ำท่วมสูงอยู่จนหัวจะมิดหลังคาแล้ว การเดินทางก็ลำบาก การขับถ่าย การประกอบอาหาร ที่นอน ก็ลำบาก บางบ้านต้องทำที่นอนอยู่แค่นิดเดียว บางบ้านต่อไม้กระดานขึ้นหนีน้ำจะถึงหลังคาบ้านแล้ว ลุกนั่งไม่ได้เลยก็มี นี่คือความจริง เราอยู่กับน้ำแช่น้ำอย่างนี้มานาน ที่ผ่านมาตั้งแต่น้ำมาแรกๆ ก็จะมีหน่วยงานภาครัฐ นำถุงยังชีพมาให้ นายอำเภอ ปลัดฯ ส.ส.ในพื้นที่ ก็ลงมาดูความเสียหาย ในส่วนของชุมชนเราก็ดูแลกัน ส่วนเรื่องการฟื้นฟูเมื่อระดับน้ำลดแล้ว ก็จะต้องมาดูเรื่องความเสียหาย ทำความสะอาดกันต่อ ตรงนั้นก็มีอีกหลายเรื่องเยอะแยะ
สุดท้าย กำนัน บอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องหรือส่งเสียง ณ วันนี้ คือ อย่าระบายน้ำเพิ่ม และขอให้เร่งระบายน้ำที่กองอยู่ในพื้นที่ออกให้เร็วที่สุด อย่าทำร้ายจิตใจเขาด้วยการเอาน้ำมาเติมให้เขาอีก น้ำขึ้น 1-2 ซม. ต่อวัน มันก็มีผลต่อสภาพจิตใจของเขาแล้ว และเมื่อน้ำลดแล้วก็ต้องมานั่งคุยกันวางแผนเรื่องการบริหารจัดการระยะยาวโดยมีชาวบ้านร่วมนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาด้วย

ด้าน พี่โอ๋ ตัวแทนชาวบ้าน บอกว่า เมื่อก่อนน้ำมาก็ไม่ได้อยู่กันลำบากขนาดนี้ น้ำมามันก็ลงทุ่ง ไม่ท่วมถนนไม่ท่วมทาง ตั้งแต่ปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ หลายคนที่พอมีกำลังก็ปลูกบ้านหนีน้ำเตรียมพร้อมรับมือสำหรับปีถัดไปไว้ แต่น้ำก็มาเยอะตลอด และปีนี้น้ำเยอะกว่าปี 2554 อีก และมันมากองอยู่ที่เรา พวกเราชาวตำบลหัวเวียงหาเช้ากินค่ำเวลาน้ำไปก็หาเงินมาทำบ้านหนีน้ำ พอน้ำมาก็ลำบาก เงินก็หมด และปัญหานี้มันก็เนิ่นนาน
ปีนี้มันสุดๆ แล้ว น้ำมันมากองอยู่ที่เราที่เดียว นี่เป็นที่มาว่าทำไมเราถึงออกมาส่งเสียงในตอนนี้ ชาวบ้านที่นี่เข้าใจในบริบทที่จะต้องบล็อกน้ำไม่ให้เข้าไปถึงพื้นที่เศรษฐกิจ พวกเราเข้าใจได้ในส่วนนี้ เราเซฟคนกรุงเทพฯ เซฟคนปทุมธานี ให้น้ำอยู่ที่เราเพราะเราเป็นที่ลุ่มต่ำ แต่ถามว่าเบื้องหลังใครเซฟเรา ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เคยอ้าปากบอกว่าเราไม่ไหว เราเข้าใจว่าเราเป็นที่ลุ่มต่ำพื้นที่รับน้ำ แต่วันนี้ชาวบ้านและผู้นำชุมชนเราต้องนำเสนอความคิดและการแก้ปัญหาด้วยกัน ให้ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ได้รับรู้ว่าเราไม่ไหวจริงๆ วันนี้ปีนี้มันเกินกว่าที่เราจะรับได้แล้ว เราไม่ได้หลังชนฝาแต่เราจมน้ำแล้วจริงๆ มันคือเฮือกสุดท้ายที่เราจะลุกขึ้นมาขอให้เห็นใจ
พี่โอ๋ ยังบอกอีกว่า ขอเรียกร้องถึงกรมชลประทาน คุณควรบริหารจัดการน้ำให้ดีกว่านี้เพราะเป็นหน้าที่หลักของคุณ ด้วยจิตสำนึกคุณควรลงมาดูเราบ้าง เข้าใจว่าคุณต้องผลักดันน้ำในเขื่อน แต่ในเมื่อคุณต้องปล่อยน้ำออกจากเขื่อนคุณอย่าผลักภาระของคุณให้มันจบแค่การระบายน้ำแล้วหน้าที่คุณมันอาจจะจบที่ระบายน้ำ รักษาพื้นที่ในเขื่อนได้แล้ว แต่คนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คือเราที่มันจมดิ่ง เหมือนคุณระบายน้ำเอาตัวรอดในหน้าที่ของตัวเอง คุณรอดแต่เราไม่รอด
“ที่ผ่านมาไม่มีคำว่าชิน แต่เราพร้อมรับมือ อย่างที่บอกว่าบริบทพื้นที่เราเป็นที่ลุ่มต่ำ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา แต่วันนี้มันเกินรับมือของพวกเราจริงๆ ที่เห็นอย่างนี้ว่าเราอยู่ได้ จริงๆ มันอยู่ไม่ได้ แต่มันต้องอยู่ ต้องกัดฟันอยู่ให้ได้เพราะนี่คือบ้านเรา ชุมชนของเรา”





