“น้ำมันแพง ค่าแรงหยุดนิ่ง” ม็อบแรงงาน บุก ก.พลังงาน จี้รัฐฯ หยุดลักหลับ-เร่งแก้ปัญหา 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

2 เมษายน 2569

“น้ำมันแพง ค่าแรงหยุดนิ่ง” ม็อบแรงงาน บุก ก.พลังงาน จี้รัฐฯ หยุดลักหลับ-เร่งแก้ปัญหา 

เมื่อน้ำมันพุ่งไม่หยุด แต่ค่าแรงหยุดนิ่ง ประชาชนทนไม่ไหวบุกกระทรวงพลังงาน 
ถามรัฐ… จะให้ประชาชนอยู่ยังไง? 

วันนี้ (2 เม.ย.69) เวลาประมาณ 09.00 น. กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐบาล ที่กระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องให้เร่งแก้ไขวิกฤติปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยมี นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย เป็นแกนนำในการยื่นหนังสือครั้งนี้  

บรรยากาศภายในงานมีการขึ้นปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการที่แก้ไขปัญหาชัดเจน รวมถึงมีการนำป้ายข้อความ เช่น “น้ำมันโคตรแพง ค่าแรงโคตรถูก” เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ 

นายสาวิทย์ บอกว่า แม้รัฐบาลจะเคยแถลงว่าสามารถสำรองน้ำมันได้ถึง 106 วัน แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดภาวะขาดแคลนภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ต้องต่อคิวเติมน้ำมัน และบางปั๊มไม่มีน้ำมันจำหน่าย สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ ประชาชนยังได้เรียกร้องให้รัฐควบคุมราคาน้ำมัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่มีการขนส่งจริง รวมถึงการปรับค่าการกลั่นจากเดิมลิตรละประมาณ 2 บาท เป็นมากกว่า 7 บาท ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค 

ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งเดียว 6 บาท ทำให้หลายคนมองว่า เหมือนเป็นการ “ลักหลับ” ถือเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนโดยไม่ทันตั้งตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อควบคุมสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางจำนวนมาก 

ล่าสุดราคาน้ำมันยังปรับขึ้นอีกประมาณ 3.50 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกแตะระดับกว่า 44 บาทต่อลิตร ซึ่ง นายสาวิทย์ ตั้งคำถามว่า “ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

โดยเสนอให้ตรึงหรือลดราคาน้ำมัน ลดค่าการกลั่น และควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันในระยะยาวควรปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมถึงบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล และทบทวนโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ และยังเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างจริงจัง และไม่ควรกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นสาเหตุของการขาดแคลน  

พร้อมย้ำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจโดยตรงในการจัดการปัญหานี้ และควรดำเนินการให้โปร่งใส 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มแรงงานและเครือข่ายภาคประชาชน เตรียมหารือเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวในอนาคต หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อาจมีการยกระดับมาตรการกดดันเพิ่มเติมต่อไป  

เมื่อถามว่าหากราคาน้ำมันไปแตะถึงลิตรละ 50 บาท จะทนไหวหรือไม่ นายสาวิทย์ กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 44 บาทต่อลิตร แต่ประชาชนจำนวนมากก็ “ทนไม่ไหวแล้ว” เนื่องจากค่าครองชีพทั้งน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าจ้างแรงงานยังไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ นายสาวิทย์ ทิ้งท้ายว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผลงานของรัฐบาลในท้ายที่สุด