ทบ. ฟาดสื่อนอก บิดเบือนข้อมูล “เขมร” อ้างสิทธิ์พื้นที่ไทย

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

19 กันยายน 2568

ทบ. ฟาดสื่อนอก บิดเบือนข้อมูล “เขมร” อ้างสิทธิ์พื้นที่ไทย

วันนี้ (19 ก.ย. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงชี้แจงสถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

พล.ต. วินธัย กล่าวว่า ผ่านมาแล้วกว่า 53 วัน ที่ไทยพยายามเข้าร่วมประชุมระดับ GBC เพื่อเห็นชอบและได้ข้อสรุปร่วมกัน 13 ข้อ เพื่อยุติความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และวางกลไกเพื่อรักษาสันติภาพ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และ 2 มีพัฒนาการไปในทิศทางดีขึ้น โดยกำลังทหารฝ่ายไทย ได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด และเตรียมความพร้อม เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่ก็พบว่า กำลังทหารกัมพูชา ยังคงพยายามดำเนินการต่าง ๆ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งแบ่งได้ 2 ส่วน คือ 1. การใช้อาวุธ 2. การยั่วยุ (การใช้โดรน การบิดเบือนข้อมูล การใช้ประชาชนชุมนุมในพื้นที่เขตแดนไทย และการให้ข่าวสารของผู้บริหารกัมพูชา ต่อเวทีต่างประเทศ)

ในส่วนการใช้อาวุธ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตลอดที่ระยะเวลาที่ผ่านมา ไทย พบหลักฐานที่แสดงถึงว่า กัมพูชา มีความพยายามใช้อาวุธทุ่นระเบิด ชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 หลังจากเจรจาข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งหลักฐานหรือสิ่งบ่งชี้ ดังนี้

การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตั้งแต่วันที่ 28 ที่ผ่านมา ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 3 ครั้ง (เหตุเกิดวันที่ 9,12,17 สิงหาคม) บริเวณพื้นที่ช่องโดนเอาว์-กฤษณา ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และยังตรวจพบทุ่นระเบิด (วางใหม่) ในพื้นที่ที่เคยปลอดภัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ TMAC ได้ตรวจพบทุ่นระเบิด ดังนี้

(10-23 ส.ค. 68) เก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิด 50 รายการ(ที่ยังไม่ระเบิด) และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งในพื้นที่ 1,575 รายการ

(29 ส.ค. – 21 ก.ย. 68) เก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิด 25 รายการ (ที่ยังไม่ระเบิด) และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งในพื้นที่ 467 รายการ

ในส่วนการใช้อาวุธปืนเล็กเพื่อก่อกวนเจ้าหน้าที่ทหารไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ได้ตรวจพบและบันทึกหลักฐาน อาทิ

29 ก.ค. 68 เวลา 21.30 น. (หลังข้อตกลงหยุดยิง) บริเวณช่องอานม้า พบกองทัพกัมพูชา ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะ ยาวจนถึง 22.00 น.ก่อนจะยุติ

29 ก.ค. 68 เวลา 22.00 น. (หลังข้อตกลงหยุดยิง) บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ภูมะเขือ ห้วยตามาเรีย พบฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้าอาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงใช้สิทธิ์ตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

30 ก.ค. 68 เวลา 05.00 น. บริเวณพื้นที่ผามออีแดง พบการยิงเครื่องลูกระเบิด จากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตประเทศไทย

ในส่วนเรื่องพฤติกรรมการยั่วยุ ภายหลังบรรลุกข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ฝ่ายกัมพูชา พยายามแสดงออกถึงพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อมุ่งหวัต่อการปฏิบัติงานของทหารไทย ดังนี้

1. การใช้อากาศยาน (โดรน) บินลาดตระเวน รุกล้ำเขตแดนไทย ซึ่งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบ 2,443 ครั้ง และในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 – กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ตรวจพบ 462 ครั้ง

    2. การเผยแพร่ข่าวบิดเบือนข่าวเท็จจริงจากกัมพูชา อาทิ การไม่ยอมรับการวางทุ่นระเบิด ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน การกล่าวอ้างฝ่ายไทยใช้อาวุธเคมี หรือความพยายามบิดเบือนพื้นที่อ้างสิทธิ์

    3. การใช้กำลังภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี พระภิกษุ ซึ่งตลอดที่ผ่านมา กัมพูชา ได้ปล่อยให้กลุ่มมวลชมมาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อฝ่ายไทย หรือเป็นฝ่ายเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน อาทิเช่น ระหว่างคณะ IOC ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ฝ่ายทหารกัมพูชาเข้ามาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว (18 ส.ค. ช่องอานม้า) และล่าสุดบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งการกระทำข้างต้นพบว่า กัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

    ซึ่งฝ่ายไทย ได้รวบรวมและส่งข้อมูลให้คณะ IOT รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ เข้าประท้วงในเวทีการประชุมนานาชาติต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว และแม้ว่าฝ่ายไทยพบการกระทำของกัมพูชา แต่ไทยยังแสดงความจริงในการจัดประชุม เพื่อหารือทางออกอย่างสันติวิธี

    สำหรับสถานการณ์ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนกัมพูชา ออกมาชุมนุมประท้วขัดขวางการปฏิบัติงานของฝ่ายไทย พร้อมพฤติกรรมยั่วยุ ด้วยการใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้ ก้อนหิน ปาใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าว อยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทย จากเหตุดังกล่าวพบว่า มีทหารกัมพูชา เข้าร่วมเหตุการณ์ แต่ไร้ท่าทีห้ามปรามประชาชน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการให้ประชาชนออกหน้ายั่วยุ รุกล้ำดินแดน และกระทำผิดกฎหมายในดินแดนไทย ทำให้ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมการจลาจล เพื่อรักษาความสงบและใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่ทีท่าว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากกัมพูชา ไม่มีความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    จากที่กล่าวมา เห็นชัดว่ากัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่มีความจริงในการแก้ไขปัญหา ทั้งยังพยายามสร้างปัญหาเพิ่มเติม เช่นการนำมวลชนและองค์กรต่าง ๆ มาแสดงออกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

    กองทัพบกประเมินความเสี่ยงไว้อย่างไร หลังกัมพูชาไร้ท่าทีหยุดยั่วยุ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ยังคงเตรียมพร้อมสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ในขอบเขตการรับผิดชอบกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกัมพูชา กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งเราต้องทำให้ถูกต้อง แต่ในระยะแรกยอมรับว่า เรากังวลในสายตาของต่างประเทศ แต่ขณะที่เราระมัดระวัง แต่ขณะนี้เราพบว่า ระดับต่างประเทศ ได้สื่อสารที่ค่อนข้างยังคลาดเคลื่อนข้อเท็จจริงเยอะ ไม่ใช่เพียงระดับผู้นำมาเลเซีย แต่รวมถึงสื่อมวลชนบางสำนักฯ แต่เราจะพยายามใช้กลไกช่องทางที่มี เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปให้ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ต้องพึ่งพากลไกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)