สโตรกตัวร้ายในวัย 29 จากเคยอยากจบชีวิต เเต่รักษาด้วยกำลังใจจนแข็งแกร่ง
ไนซ์ อีจัน
3 เมษายน 2569

สโตรกตัวร้ายในวัย 29 ปี เรื่องราวของแจน ผู้หญิงหัวใจแกร่ง ที่โรคร้ายไม่สามารถทำลายความสดใสของเธอได้เลย
แจน ทำงานเป็น Sales advisor ของแบรนด์เนมแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันทำงาน เธอกำลังกินข้าว แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกถึงบางอย่าง… “เหมือนแผ่นดินไหวรอบสอง” ทุกอย่างกำลังหมุนในหัว คิดว่าแผ่นดินไหว แต่สถานการณ์ในที่ทำงานกลับปกติ


มันมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน…
ผ่านไปไม่นาน แจนก็เริ่มมีอาการอ่อนแรง ความรู้สึกด้านขวาหายไปทั้งซีก “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก” จากที่นั่งบนเก้าอี้ รู้ตัวอีกทีลงไปนอนที่พื้นแล้ว ขณะอยู่บนรถ Ambulance เสียงไซเรนยังดังเข้ามาในหู ไม่นานก็อ้วกออกมา เพราะวิงเวียนจนทนไม่ไหว
พอถึงที่หมายเธอยังคงรู้สึกตัวตลอดทั้งตอนนั่งรถเข็นหรือแม้กระทั่งบนเตียง ICU หมอเริ่มให้ยาหยุดเลือดที่ไหลในสมอง หลังจากนั้นสติของเธอก็ค่อยๆ เลือนราง…
คุณแม่ของแจนเล่าต่อในช่วงเวลาที่เธอหมดสติไป คุณหมอได้ทำการฉีดสีทำ MRI เพื่อดูว่าเลือดออกตรงไหนบ้าง หลังจากนั้นหมอได้ปรึกษากับคุณแม่ให้แจนได้ย้ายไปรักษาโรงพยาบาลที่สามารถผ่าตัดได้ เธอได้ย้ายไปยังโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม เพื่อทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน


5 ชั่วโมง ในห้อง OR นับนาทีชีวิต
ทันทีที่ย้ายโรงพยาบาล แจนต้องผ่าตัดทันที ในคืนนั้นหมอบอกให้คุณพ่อคุณแม่ทำใจ เพราะโอกาสเพียง 1 ในแสนคนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะมีอาการผิดปกติมาตั้งแต่เกิด การรักษาเป็นไปได้ยาก โรคของเธอมีชื่อว่า สโตรก AVM หรือที่รู้จักในนาม เส้นเลือดในสมองแตก
แม้จะเป็นอย่างนั้น…ทุกคนยังมีความหวัง ในห้องผ่าตัด หมอต้องผ่ากระโหลกและเปิดสมองแจนเพื่อหยุดเลือดและเอาเลือดออก เธอยังรับรู้ทุกชั่วขณะ แต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บ คุณหมอบอกว่าแปลกใจและเป็นเคสพิเศษมาก
5 ชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดแจนก็ได้ออกมาจากห้องผ่าตัด… แต่ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด เธอใช้เวลากว่าครึ่งปี ในการรักษาตัว


จิตใจที่แตกสลายในโรงพยาบาล
“ใช้บริการหมอหมดไปเป็นโหล ตั้งแต่หมอผ่าตัดยันจิตแพทย์”
กว่าจะผ่านมันมาได้ ทุกอย่างหนักมาก แม้ว่าแผลผ่าตัดบนหัวจะไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่สิ่งที่เจ็บปวดมากยิ่งกว่าคือหัวใจ นาทีที่เธอฟื้นขึ้นมาได้ เธอต้องเจอกับคุณหมอมากหน้าหลายตาที่รอเต็มข้างเตียง แจนหายใจได้ พูดได้แต่รู้สึกเจ็บคอเพราะท่อหายใจในตอนผ่าตัด
แจนย้ายไปอยู่ศูนย์พักฟื้นและต้องทำกายภาพบำบัด เธอขยับไม่ได้ ต้องนอนเป็นผัก เปียโนที่เคยชอบก็เล่นไม่ได้ แม้แต่จะเขียนหนังสือยังไม่สามารถทำได้ เหมือนกับพิการไปครึ่งซีก…
อยากตายเพราะกลายเป็นภาระ
จากที่เคยสดใส ร่าเริง ร่างกายแข็งแรงเพราะออกกำลังกายอยู่เสมอ ในเวลานี้กลับต้องอยู่โรงพยาบาล ทำอะไรไม่ได้ “มันเศร้ามาก รู้สึกตัวเองเป็นภาระ…” ทั้งที่ควรจะอยู่ในวัยทำงาน แต่กลับต้องให้พ่อแม่มาดูแล แม้แต่จะเดินไปเข้าห้องน้ำเองก็ไม่ได้ ต้องขับถ่ายบนเตียง
ความรู้สึกของเธอเริ่มดิ่งลงเรื่อยๆ จนคุณหมอได้เข้ามาพูดคุยด้วย และได้รับรู้ว่าแจนกำลังรู้สึกอะไร คุณหมอบอกกับเธอว่า เธอเป็นภาระ ที่พ่อแม่พร้อมใจจะดูแล…
ประโยคนั้นทำให้แจนรู้สึกว่ามีคนรอบข้างและกำลังใจที่ดีส่งให้เธออยู่เสมอ แต่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ยังไม่สามารถยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้ แจนค่อยๆ ทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมให้กำลังใจตัวเองเดินหน้าต่อไปในที่สุด



ปัจจุบันแจนเริ่มเขียนชื่อตัวเองได้ ทานข้าวเองได้ แม้มือจะยังสั่นๆ และยังไม่สามารถกลับไปเล่นเปียโนได้ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว การเดินของเธอ จะใช้ไม้ เท้าสามขาเพื่อพยุง ข้อเท้ายังกระดกไม่ได้มาก แต่ในวันที่ให้สัมภาษณ์นี้ แจนยิ้มได้เต็มใบหน้า มีเสียงหัวเราะออกมา ทำให้รับรู้ได้ว่าหัวใจเธอแข็งแกร่ง
“รักตัวเองเยอะๆ มันช่วยได้จริงๆ นะ” เธอทิ้งท้าย
ทีมอีจันขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแจน สู้ต่อไปและขอให้ทุกวันมีแต่ความสุขและกำลังใจอยู่เสมอนะคะ