ยังไงล่ะเนี่ย? สังคมใส่ใจข้อบังคับ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ถ้าเลิกล้มทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ “มูลนิธิ ธรรมนัส พรหมเผ่า”

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

22 ตุลาคม 2568

ยังไงล่ะเนี่ย? สังคมใส่ใจข้อบังคับ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ถ้าเลิกล้มทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ “มูลนิธิ ธรรมนัส พรหมเผ่า”

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจทันที!

กับข้อมูลของ มูลนิธิกันจองพลังช่วยสู้

หากล้มเลิก ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ “มูลนิธิ ธรรมนัส พรหมเผ่า

22 ต.ค. 68 นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตามข้อบังคับของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ข้อ 39 กำหนดว่า ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า”

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อออกไปจำนวนมาก โดยเอกสารที่ทนายนรเศรษฐ์ โพสต์แนบมาด้วยนั้น คือข้อมูลหน้าหนึ่งของหนังสือการแจ้งจดจัดตั้งมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ จากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูได้อย่างสาธารณะ

ส่วนเนื้อหาที่คนกำลังให้ความสนใจ คือ หมวดที่ 11 การเลิกมูลนิธิ ข้อ 39 ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุใดก็ตาม  ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ มูลนิธิ ธรรมนัส พรหมเผ่า

ด้าน กันจอมพลัง ไม่ปล่อยให้สังคมรอนาน ออกมาไลฟ์สดตอบคำถามที่กำลังเป็นประเด็น

ทำไมไม่มีชื่อกันเป็นประธาน หรือกรรมการในมูลนิธิ?

กัน ตอบว่า ผมเป็นผู้ก่อตั้ง ชื่อผมก็เป็นคนคิด การที่มูลนิธิจะใช้ชื่อผมได้ ผมก็ต้องทำเอกสารเป็นชื่อผม ทีมที่มาทำงานเป็นทีมบริหาร วันนี้ผมมาลงพื้นที่ผมต้องทำเอกสารด้วยเหรอ ผมต้องมานั่งคอยเซ็นคอยดูเหรอ อย่างนี้การทำงานผมจะออกไปทำยังไง อย่างวันนี้ที่ผมมาลงพื้นที่ ยังมีการตั้งเรื่องดิสเครดิตผม ทำไมผมถึงบอกแบบนี้ การที่ผมไม่ได้มีชื่อเป็นประธานมูลนิธิฯ ผมไม่ได้ผิดกฎหมายนะ

วันนี้ผมลองตั้งคำถาม ถ้าวันนี้กันจอมพลังเสียชีวิตไป ต่อไปคนที่มมารับเป็นประธานกรรมการต่อของมูลนิธิฯ คือไม่โปร่งใสเลยเหรอ วันหนึ่งที่ไม่มีผมอยู่แล้วบนโลกใบนี้ ก็ยังช่วยคนได้ต่อไป ความตั้งใจคือเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นองค์กรต้องใช้ระบบเข้ามาควบคุม ต้องมีคนที่มีความชำนาญ มีคนที่สามารถดูแลองค์กร บริหารองค์กรให้เดินหน้าได้เข้ามาทำ ไม่ใช่ผมแค่ลงพื้นที่ก็หมดเวลาแล้ว จะให้ไปทำงานบริหารมันก็ไม่ทัน ในขณะที่ผมลงพื้นที่ก็มีทีมอีก 1 ทีมที่เขาทำงานด้านบริหาร มูลนิธิฯ ก็ยังเดินไปตามแนวทางการทำงานของมูลนิธิฯ

“ชื่อกันจอมพลัง ผมเชื่อว่าหลายคนมองว่ามันคือชื่อแห่งการช่วยเหลือ ถ้าไม่มีกันจอมพลังอยู่ แต่ชื่อกันจอมพลังยังช่วยเหลือคนได้ ก็ให้มันทำต่อไปสิครับ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำระบบนี้ มูลนิธิระดับประเทศหลายที่ก็ทำแบบนี้”