สสส.สานพลังภาคีเครือข่าย ยกเครื่องกฎหมาย “เมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำ” หารือแนวทางการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย
ก้ามปู อีจัน
5 กันยายน 2567

สสส. เผยข้อมูล พบช่วงเทศกาลสงกรานต์ 67 มีเหยื่อจากผู้ดื่มแล้วขับมากถึง 207 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 1 ราย จึงสานพลังภาคีเครือข่าย พุ่งเป้าเพิ่มโทษ ลดช่องว่าง เสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี ยกระดับการลดอุบัติเหตุทางถนนไทย
วันนี้ 5 ก.ย. 2567 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางท้องถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาลยุติธรรม กรมคุมประพฤติ มูลนิธิเมาไม่ขับ เครือข่ายเหยื่อเมาไม่ขับ ภาคีเครือข่ายด้านการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุเมาแล้วขับของไทย แถลง ครบรอบ 2 ปี กระทำผิดซ้ำเมาแล้วขับ กับ การบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย ยกระดับการลดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับ

โดยมีเหยื่อจากพฤติกรรมเมาแล้วขับ ผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 10 ท่าน มาร่วมแบ่งปัน เสวนา และเสนอข้อเรียกร้องต่อที่ประชุม โดยมีใจความสำคัญ ในเรื่องของการเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำผิด และแนวทางจัดตั้งกองทุนเพิ่มการเยียวยารักษา ไม่ใช่แค่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วด้วย เพราะบางคนไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ตามเดิม บางคนต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการบำบัดรักษาระหว่างทางตลอดชีวิต ที่ผ่านมาบางรายถูกยื่นข้อเสนอจ่ายเงินหลักแสนแล้วขอให้เรื่องจบ ฟ้องร้องจนกลายเป็นเรื่องเงียบ ผ่านไปจนหมดอายุความ จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อร่างกาย โอกาส และชีวิตที่ต้องเสียไป สะท้อนภาพให้สังคมได้เห็นความร้ายแรงของการเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน












ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่า อุบัติเหตุจากถนน “ดื่มแล้วขับ” เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของไทย จากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2562 – 2566 มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากดื่มแล้วขับ 284,253 ราย เฉลี่ยปีละ 56,850 ราย มูลค่าความสูญเสีย 3.7 แสนล้านบาท โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เฉลี่ยถึง 4,519 ราย ผลกระทบสำคัญ คือ เหยื่อจากผู้ดื่มแล้วขับ มีเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 ราย จำเป็นต้องเร่งมาตรการตรวจวัดแอลกอฮอล์ที่ครอบคลุม และลงโทษผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะความผิดซ้ำ ขับเคลื่อน ทั้งในระดับนโยบาย และรณรงค์ในพื้นที่ ผลักดันข้อกฎหมายดื่มแล้วขับ และกระทำผิดซ้ำ บูรณาการทำงานทุกภาคส่วน วิเคราะห์หาสาเหตุ ที่สามารถเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นได้ในอนาคต และได้ร่วมกันถอดบทเรียน โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ออกเป็น 3 ระยะ
- ระยะสั้นภายใน 6 เดือน ออกแบบระบบตรวจสอบและประชาสัมพันธ์ สนับสนุนให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประสานหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมออกแบบระบบออนไลน์ที่เชื่อมโยงกัน ตรวจสอบประวัติกระทำผิดซ้ำ ประชาสัมพันธ์ผลการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง
- ระยะกลาง ภายใน 1 ปี ผลักดันด้านเทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เครื่องเป่าวัดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 15,000 เครื่อง พัฒนาระบบการตรวจสอบ และยืนยันบุคคลผ่านลายนิ้วมือออนไลน์ทั่วประเทศ
- ระยะต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี ผลักดันเพิ่มโทษสร้างความเกรงกลัวไม่ให้กล้ากระทำผิดซ้ำ สนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี นำปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่ตรวจวัดได้ในแต่ละระดับ มาเป็นบทกำหนดโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับ


ทางด้าน นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีเหยื่อจากเมาแล้วขับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาล หลายรายสูญเสียอวัยวะ เสียโอกาสในการดำเนินชีวิตที่สำคัญ ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อเยียวยาผลกระทบที่ตนเองไม่ได้ก่อ เหยื่อหลายราย ไม่ได้รับเงินเยียวยา ถึงเวลาต้องวางแนวทาง ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแล้วขับ ต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม กฎหมายเมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำในปัจจุบันบังคับใช้มาไม่ต่ำกว่า 2 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้กับภาคประชาชน ยังมีผู้กระทำผิดซ้ำ การเพิ่มโทษ และความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ที่เคยกระทำผิดเมาแล้วขับ ไม่กล้าเสี่ยง และรับโทษที่รุนแรง
การแก้ปัญหาอุบัติเหตุดื่มแล้วขับต้องเสริมด้วยระบบการจัดการ และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น มีเจ้าภาพหลักที่คอยกำกับตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความเกรงกลัวในการกระทำผิดกฎหมาย” ประกอบด้วย
- ไม่รอดในการจับกุมเมื่อกระทำผิด
- ต้องถูกลงโทษหนักในทุกครั้งทุกกรณี ปัจจุบัน “กฎหมายเมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำ” เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ที่มีการบังคับใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และถึงเวลาที่ต้องยกมาตรการให้เข้มข้นเพิ่มขึ้น ด้วยระบบการจัดการและเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการดื่มของสังคมไทย

ทั้งนี้ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา มีผู้ที่เมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำ 100 กว่าราย อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเอาจริงเอาจัง ร่วมมือกับอัยการ รักษามาตรฐานของกฎหมาย หากพบกรณีผู้กระทำความผิด ควรรีบเขียนคำร้องนำตัวส่งอัยการ เพื่อลงโทษสถานหนัก คนที่ทำผิด! ประสิทธิภาพของกฎหมาย จะทำให้เขาเข้าคุก









