จากกรณี คณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม ได้ประชุมพิจารณา และมีมติเห็นชอบพักการลงโทษกรณีปกติให้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ในวันที่ 11 พ.ค.69 ตามเงื่อนไขปล่อยตัวคุมประพฤติ ต้องติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และจำกัดพื้นที่พำนัก จนกว่าจะพ้นโทษ
ล่าสุดวานนี้ (5 พ.ค.69) กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงการพักการลงโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ระบุว่า…
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า การพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ตามกฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก หรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียน ดังนี้
1. พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า “นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้” นั้น เป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่
1. ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
2. เลื่อนชั้น
3. ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ
4. ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง
5. ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน
6. ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ
7. พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า
8. ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ
ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้ แต่อย่างใด
2. กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับ การลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป อาจได้รับพักการลงโทษไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่าการพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์
ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด


