ศาลยกฟ้อง “ทิดสฤษดิ์” อดีตเจ้าคณะจังหวัด ปมพัวพันสีกา-ยักยอกเงินวัด กว่า 4.1 ล้าน 

อีจัน อ้วน

อีจัน อ้วน

9 นาทีก่อนหน้า

ศาลยกฟ้อง “ทิดสฤษดิ์” อดีตเจ้าคณะจังหวัด ปมพัวพันสีกา-ยักยอกเงินวัด กว่า 4.1 ล้าน 

ลูกเพจจำคดีอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ปมพัวพันสีกาน้ำหวาน และยักยอกเงินวัด กว่า 4,100,000 บาทได้มั้ยคะ? 

ล่าสุด ศาลยกฟ้องแล้วค่ะ 

วันนี้ (5 พ.ค.69) ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ. เลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท 198/2568ที่พนักงานอัยการ พิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสฤษฏิ์ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฏิ์ และน.ส.ภูธิณี หรือสีกาน้ำหวาน สีกาคนสนิทเป็นจำเลยที่ 1-2 ตามลำดับ ฐานร่วมกันยักยอกเบียดบังทรัพย์เป็นของตนเองโดยทุจริต 

โจทก์ระบุฟ้องสรุปว่า วัดนครสวรรค์ ได้รับพระราชทานให้เป็นพระอารามหลวง โดยมีจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจึงเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4  ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  



จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 วางแผนร่วมกันในการเบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกการที่จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ก่อนและขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งวัดนครสวรรค์ ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารสาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชี วัดนครสวรรค์ โดยมีบุคคลที่มีอำนาจสั่งจ่าย ได้แก่ จำเลยที่ 1 พระครู น. และนายส. (ไวยาวัจกร) โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินคือต้องลงลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน ซึ่ง 2 ใน 3 คนดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อของเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ จึงจะเบิกถอนเงินได้ จำเลยทั้งสองได้วางแผนร่วมกันเพื่อที่จะนำเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย จากบัญชีดังกล่าว  

โดยจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้พระ ศ. ซึ่งเป็นพระที่อยู่ในวัดนครสวรรค์ ด้วยวิธีการให้พระ ศ. นำใบเบิกถอนเงิน มากรอกจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องการ และนำไปให้จำเลยที่ 1 กับผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อ เพื่อไปถอนเงินจากบัญชีวัดนครสวรรค์ โอนผ่านบัญชีธนาคาร สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชี พระ ศ. และบัญชีธนาคาร สาขานครสวรรค์ ชื่อบัญชี พระ ศ. แล้วเบิกถอนเข้าบัญชีธนาคาร สาขาโกสีย์ ชื่อบัญชี จำเลยที่ 1 เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้โอนต่อไปยังบัญชีธนาคาร สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชีของจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ตามวิธีการที่จำเลยทั้งสองได้ตกลงวางแผนร่วมกันไว้ รวมทั้งสิ้น 49 กรรม ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 147, 157 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,965,087 บาทแก่วัดนครสวรรค์ผู้เสียหายด้วย 

อย่างไรก็ตามอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ทำความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาว่า 

ตามที่โจทก์ฟ้องสรุปใจความได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย จึงเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินซึ่งเป็น ทรัพย์ของวัดจากการโอนผ่านบัญชีธนาคารของพระ ศ. เข้าบัญชีธนาคารของตนเองรวมทั้งสิ้น 43 ครั้ง เป็นยอดเงิน 4,146,047บาท แล้วเบียดบังยักยอกไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือของผู้อื่น โดยทุจริต  

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ  

โดยองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ ได้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดยืมจากจำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง นั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นแย้งในส่วนที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และยกคำขอส่วนแพ่ง 

โดยมีเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้ 

ในเบื้องต้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการ ทั่วไป มีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งวัดนครสวรรค์ ที่ 4/2567นการพิจารณาอนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายของวัดตามรูปแบบการจัดทำบัญชีที่กำหนด แต่จากการไต่สวนพบว่าเงินที่โอนออกจากบัญชีของพระ ศ. ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ล้วนมาจากเงิน ของวัดนครสวรรค์ผู้เสียหายทั้งสิ้น โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หรือจัดทำเอกสารให้เป็นไปตามคำสั่งวัด แต่บัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 กลับมีเงินโอนเข้าอย่างต่อเนื่อง 

สําหรับคำให้การและทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งในหลายประเด็น กล่าวคือ ในส่วนที่จําเลยที่ 1 อ้างว่าเงินจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในกิจการของวัดนั้น มีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นยืนยัน อีกทั้งประเด็นที่อ้างว่า ยืมเงินวัดมาก่อนเพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจการของวัดนั้น เป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันเอง เพราะหากเป็นเงินเพื่อกิจการวัดจริง จำเลยที่ 1 ย่อมสามารถอนุมัติเบิกจ่ายตามระเบียบได้โดยไม่จำต้องยืมเงินวัดก่อน 

นอกจากนี้ยังได้ความจากคำรับของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตน และผู้อื่นโดยทุจริต 

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเป็นรายกระทงความผิด ข้าพเจ้าเห็นว่ามีเงินบางส่วนตามฟ้องรวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท ที่มีหลักฐานเป็น บันทึกการคืนเงิน เช็คสั่งจ่าย และสลิปการโอนเงินที่ระบุว่า “วัด นว คืน หลวงพ่อ” จึงรับฟังได้ว่า เป็นการชำระหนี้เงินยืมจริง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดใน ๕ กรรมนี้ แต่สำหรับฟ้อง ข้ออื่นที่เหลือรวม 38 กรรม พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่รับเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต เป็นเงินรวม 2,136,047บาท 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเห็นควรให้พิพากษาว่า การ;กระทําของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และพรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 172 โดยเป็นการกระทำ ความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 38กระทง ทางไต่สวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 2,136,047บาท  ที่เบียดบังยักยอกไปคืนให้แก่วัดนครสวรรค์ผู้เสียหาย  

ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น 

ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาเดิมที่ให้ยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ 

ทั้งนี้ตามความเห็นแย้งฉบับนี้ โดยนายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาขององค์คณะและความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะรวบรวมส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยต่อไป