กห. สั่ง ทุกเหล่าทัพ เตรียมรับมือ คัลแมกี วางกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน
พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)
8 พฤศจิกายน 2568

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม (ศบภ.กห.) รวมถึงทุกเหล่าทัพ เตรียมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือพิเศษ เพื่อรับมือพายุ “คัลแมกี” (KALMAEGI) ที่จะเคลื่อนตัวปกคลุมพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนจากน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่เสี่ยง ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โดยกำชับให้หน่วยทหารทุกเหล่าทัพปฏิบัติตามแผนบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2564 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568) ที่ได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่า การช่วยเหลือประชาชน คือภารกิจสำคัญของกองทัพ ภายใต้แนวคิด “การช่วยเหลือประชาชนด้วยหัวใจของทหาร” พร้อมกำชับให้ประสานงานและบูรณาการกับทุกภาคส่วน-ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเตรียมพร้อมในทุกขั้นตอน ทั้งก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ โดยมีการแบ่งมอบหน้าที่ ดังนี้
กองบัญชาการกองทัพไทย
สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงทุกหน่วย เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยานพาหนะ เรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ และยุทโธปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย ในขณะที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้จัดตั้ง “ชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว” เตรียมแจกจ่ายถุงยังชีพ น้ำดื่ม อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ และสิ่งของจำเป็น โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกันในพื้นที่น้ำท่วมได้ช่วยขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่เสี่ยง จัดตั้งจุดบริการประชาชน และประสานงานกับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในระดับปลอดภัย กองทัพไทยย้ำเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
กองทัพบก
สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมเต็มกำลัง พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเน้นการบูรณาการกับส่วนราชการในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกได้ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือในหลายจังหวัดที่ประสบอุทกภัย อย่างต่อเนื่อง อาทิ
ภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี – กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนเทศบาลตำบลสามโคกและตำบลบางโพธิ์เหนือ บรรจุทรายและเสริมคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำล้นจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาและน้ำทะเลหนุน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา – กองพันทหารม้าที่ 25 จัดทำสะพานชั่วคราวช่วยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ส่วนกองพันทหารม้าที่ 24 ร่วมกับพระสงฆ์และประชาชนบรรจุกระสอบทรายเสริมแนวคันกั้นน้ำ พร้อมสนับสนุนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ติดตั้งพนังกั้นน้ำสแตนเลสและคลุมแผ่นพลาสติกบริเวณวัดไชยวัฒนาราม เพื่อป้องกันโบราณสถานสำคัญตามแผนเร่งด่วนของจังหวัด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – มณฑลทหารบกที่ 22 จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวและช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงในอำเภอวารินชำราบ ขณะที่มณฑลทหารบกที่ 23 บรรจุกระสอบทรายทำพนังกั้นน้ำในพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และมณฑลทหารบกที่ 24 ช่วยขนย้ายสิ่งของและทำแนวกั้นน้ำบริเวณวัดท่าสว่างศรีไพฑูรย์ จังหวัดอุดรธานี หลังอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงเอ่อล้น กองทัพบกและศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกยืนยันความพร้อมของทุกหน่วยในทุกภูมิภาค เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุอย่างรอบด้าน พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การฟื้นฟูและการกลับสู่ภาวะปกติเป็นไปอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
กองทัพเรือ
เตรียมความพร้อมของหน่วยเรือบรรเทาสาธารณภัย และยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น เรือผลักดันน้ำ ซึ่งเป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยระบายน้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีการจัดเตรียมกำลังของ ทัพเรือภาคที่ 1, 2 และ 3 รวมถึงฐานทัพเรือกรุงเทพ ฐานทัพเรือสัตหีบ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแม่น้ำโขง เพื่อพร้อมออกปฏิบัติการช่วยเหลือทันที เมื่อได้รับการร้องขอ
กองทัพอากาศ
สั่งการให้ทุกกองบินเตรียมกำลังพล เครื่องมือ และยานพาหนะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เช่น การขนย้ายสิ่งของ การอพยพประชาชน และการมอบถุงยังชีพ โดยเฉพาะ กองบิน 21, 23, 4, 41 และ 46 ซึ่งได้ร่วมปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2568 ฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เนื่องจากอิทธิพลของ พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) โดยจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงบ่ายของวันนี้ (7 พฤศจิกายน 2568) ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีลมแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงกลาโหมขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก เนื่องจากมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมในบริเวณดังกล่าว ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จะมีฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนช่วงวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2568 จะมีฝนเพิ่มขึ้นในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก พร้อมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพราะการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คือ ภารกิจที่สำคัญยิ่งของกองทัพ