นายกฯ เตรียม ขยายเวลา มาตรการช่วยประชาชน ที่ใกล้หมดอายุ ไปอีก 3 เดือน
กราฟฟิก
17 มิถุนายน 2565

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อวานนี้ (16 มิถุนายน 2565) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการลดผลกระทบของประชาชน อันเนื่องมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ร่วมกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, และผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระสำคัญดังนี้
ที่ประชุมได้หารือมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนิน 10 มาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว และบางมาตรการใกล้จะครบอายุของมาตรการ โดยที่ประชุมได้พิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มของปีนี้ ที่เริ่มมีการปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อปี 2565 จะอยู่ที่ประมาณ 6.2% แต่แนวโน้มทั้งปีเศรษฐกิจยังคงจะเติบโตได้จากการเปิดภาคการท่องเที่ยว แต่ปัญหาหลักในวันนี้คือราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้น กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังจึงได้นำเสนอมาตรการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยบางส่วนเป็นเบื้องต้น ดังนี้
การต่ออายุมาตรการที่ใกล้จะหมดอายุ เช่น การให้ความช่วยเหลือเรื่องก๊าซเอ็นจีวีสำหรับรถแท็กซี่, การให้ส่วนลดในการซื้อก๊าซแอลพีจีสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, มาตรการขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันให้คงค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มดีเซลหมุนเร็วไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร ที่จะต่อถึงสิ้นเดือนกันยายน 2565
มาตรการเรียกเก็บกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่กระทรวงพลังงานมีอำนาจดำเนินการได้ตามกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการอุดหนุนราคาดีเซลและราคาก๊าซต่าง ๆ ที่ประมาณการ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนจะมีสถานะกองทุนติดลบอยู่ที่ 9 หมื่นกว่าล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในการขอให้นำส่งกำไรส่วนหนึ่งที่เกิดจากการกลั่นน้ำมัน ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันแพงจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เพื่อเป็นการช่วยเหลือกองทุนฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม ถึงกันยายน 2565 โดยเป็นการเก็บจากการกลั่นน้ำมันดีเซลส่วนหนึ่งประมาณ 5,000 – 6,000 ล้านบาทต่อเดือน และเรียกเก็บจากการกลั่นน้ำมันเบนซิน ที่จะเรียกเก็บน้อยกว่าดีเซล ซึ่งคาดว่าจะเก็บในส่วนของเบนซินได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยในส่วนของเบนซินจะนำมาลดราคาให้กับผู้ใช้น้ำมันเบนซินในทันทีทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ คาดว่าจะลดราคาได้ประมาณ 1 บาทจากราคาปัจจุบัน แต่ในส่วนของการกลั่นที่เก็บได้จากน้ำมันดีเซลจะนำเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยบรรเทาสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขอความร่วมมือจากโรงแยกก๊าซที่มีต้นทุนแอลพีจีที่จำหน่ายเป็นวัตถุดิบในภาคปิโตรเคมี ที่มีกำไรส่วนเกินอยู่ส่วนหนึ่ง โดยกระทรวงพลังงานจะขอให้นำกำไรส่วนเกินนี้ 50% เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นกัน คาดจะนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 1,500 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอขอความร่วมมือภาคเอกชน โดยเฉพาะห้างร้านต่าง ๆ ได้ช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยจะมีการจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 มิถุนายนนี้
ขณะที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เป็นมาตรการเชิงภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว สนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาในประเทศสำหรับบริษัทเอกชนที่เป็นนิติบุคคลต่าง ๆ หักรายจ่ายสำหรับค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าเดินทาง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับอบรมสัมมนาในประเทศ รวมถึงค่าจัดงาน Event/Exhibition เมืองรอง หักภาษีได้ 2 เท่า เมืองหลัก หักภาษีได้ 1.5 เท่า ระยะเวลาตั้งแต่ 15 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม 2565 โดยมาตรการดังกล่าวจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป