ชัยวัฒน์ เดินหน้าสู้! แจ้งความทนาย ปู่คออี้ ข้อหาแจ้งความเท็จ

สมยศ อีจัน

สมยศ อีจัน

28 กรกฎาคม 2564

ชัยวัฒน์ เดินหน้าสู้! แจ้งความทนาย ปู่คออี้ ข้อหาแจ้งความเท็จ

จากกรณีที่ นาย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 จ.อุบลราชธานี ถูก ปู่คออี้ มีมิ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย กระทั่ง ปปท. ได้มีการชี้มูลความผิด ส่งผลให้ นาย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ถูกปลดออกจากราชการ และอยู่ในระหว่างยื่นอุทธรณ์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ (27 ก.ค. 64) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ในความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย , แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย , รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด , แจ้งข้อความตามมาตรา 172 หรือมาตรา 173 เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น และกระทำความผิดตามมาตรา 174 ในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 172 , 173 , 174 วรรค 2 และ 181 และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับพฤติการณ์ของคดี คือ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 58 ปู่คออี้ และนางสาววรภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจาก ปู่คออี้ ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.กลยุทธ วงษ์เพ็ชร พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีอาญากับตน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ในขณะนั้น) กับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 , 217 และ 218 โดยกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 5-9 พ.ค. 54 เวลากลางวัน วันที่เท่าใดไม่แน่ชัดใน ขณะที่ตน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ร่วมกันกับผู้ใต้บังคับบัญชา จุดไฟเผาโรงเรือนที่อยู่อาศัย ยุ้งฉาง และทรัพย์สินของชาวบ้านที่อยู่ในตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รับความเสียหาย อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น

ซึ่งความจริงคือในวันที่ 5-9 พ.ค. 54 ตนกับพวกได้ปฏิบัติการตาม ยุทธการตะนาวศรี ครั้งที่ 4 ตามแผนการผลักดันชนกลุ่มน้อย ไม่ให้มีการบุกรุกป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบริเวณพื้นที่ ใจแผ่นดิน และ บางกลอยบน ใกล้ชายแดนพม่า รวมทั้งหมด 7 จุด ตามพิกัด UTM ดังนี้

จุดที่ 1 แปลงที่ 1 พิกัดที่ 518665E 1454203N

จุดที่ 2 แปลงที่ 2 พิกัดที่ 520535E 1449903N

จุดที่ 3 แปลงที่ 3 พิกัดที่ 515165E 1445703N

จุดที่ 4 แปลงที่ 4 พิกัดที่ 514865E 1442903N

จุดที่ 5 แปลงที่ 5 พิกัดที่ 518365E 1442203N

จุดที่ 6 แปลงที่ 6 พิกัดที่ 521065E 1441503N

จุดที่ 7 แปลงที่ 7 พิกัดที่ 524165E 1441603N

ซึ่งมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขา เป็นป่าลึกไม่สามารถนำยานพาหนะใดๆ เข้าไป ในบริเวณดังกล่าวได้นอกจากเฮลิคอปเตอร์ เป็นพื้นที่เข้าถึงได้ยากและอันตราย อีกทั้งมีกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย

โดยตนได้เข้าไปเจรจาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 25-28 เม.ย. 53 จากนั้นในวันที่ 5-9 พ.ค. 54 ตนและเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปยังพิกัดดังกล่าว ซึ่งถ้านับวันเวลาจากการที่ตนเจรจากับกลุ่มผู้บุกรุกเปิดป่าครั้งก่อน จนถึงการปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นระยะเวลานานถึง 12 เดือน 10 วัน พิกัดเป้าหมายทั้ง 7 จุดนั้น เป็นเพิงพักร้างไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว ตนจึงได้ทำลาย รื้อถอน และเผาเพิงพัก 6 จุด จำนวน 7 เพิงพัก ส่วนอีก 1 จุด มี 1 เพิงพักนั้น พบว่าได้มีการรื้อถอนทำลายไปก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ตนปฏิบัติการตามยุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4 ในวันที่ 5-9 พ.ค. 54 นั้น ตนมาทราบภายหลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค. 54 เจ้าหน้าที่ทหารทัพพระยาเสือ กองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับนายสุริยนต์ (พนัชกร) โพธิบัณฑิต ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น

เนื่องจากสืบทราบว่า มีกลุ่มคนซึ่งมีที่อยู่และเพิงพักอยู่บริเวณห้วยสามแพร่ง มีอาวุธปืนเถื่อนไว้ในครอบครองพร้อมเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ในการล่าสัตว์และนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาพักอาศัยอยู่บ่อยครั้ง จำเป็นต้องจับกุมและปราบปราม เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ โดยขอใช้เฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมกับภารกิจยุทธการตะนาวศรีของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ครั้งนี้ด้วย โดยขอให้เฮลิคอปเตอร์ไปส่งบริเวณพื้นที่บางกลอยบนพิกัดแปลงที่ 7

จากนั้นจึงใช้วิธีการเดินเท้า 1 วัน 1 คืน เดินทางไปยังพิกัดตามเป้าหมาย และในที่สุดก็สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หนึ่งคน คือ นายนอแอะ มีมิ โดยนายนอแอะ มีมิ อาศัยอยู่กับ ปู่คออี้ จากนั้นในวันที่ 6 พ.ค. 54 เจ้าหน้าที่ทหารได้วิทยุกลับมาที่กองอำนวยการฯ ถึงนายสุริยนต์ (พนัชกร) และได้แจ้งว่าจับผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมกับอาวุธปืน 8 กระบอกและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ห้วยสามแพร่ง โดยมีเอกสารหลักฐานเป็นภาพถ่าย นอแอะ มีมิ ขณะถูกจับกุมพร้อมของกลางที่ถูกจับ

โดยในบันทึกการจับกุมดังกล่าวได้ระบุพิกัดการจับ นอแอะ มีมิ ที่เพิงพักบริเวณห้วยสามแพร่ง ซึ่งพิกัดดังกล่าวเป็นคนละจุดกับพิกัดที่ใช้ปฏิบัติการตามยุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4 ทั้ง 7 จุด และตนในฐานะหัวหน้าอุทยานฯ เมื่อได้ทราบข้อมูล จึงได้ติดตามการตรวจยึดจับกุม และได้ลงนามในบันทึกการตรวจยึด จับกุมในครั้งนี้ด้วย

หลังจากนั้นได้มีการนำตัว นอแอะ ไปยัง สภ.แก่งกระจาน ต่อมาวันที่ 7 พ.ค. 54 ในขณะที่ตนอยู่ที่กองอำนวยการยุทธการฯ ที่หน่วยพิทักษ์ฯ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเลียง) นางบุเรมิ สุภางค์กูร ลูกสาวของปู่คออี้ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน โป่งลึก-บางกลอย มาร้องขอให้ตนไปรับ ปู่คออี้ ที่พักอาศัยอยู่ร่วมกับ นอแอะ ที่บริเวณห้วยสามแพร่งลงมา โดยอ้างว่า พ่อแก่แล้วและตาบอดมองไม่เห็น

ขอให้ตน พาปู่คออี้ มารักษาตาให้ที หลังจากนั้นก็มีการไปรับตัว ปู่คออี้ มาและได้ส่งไปรักษาดวงตาที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเพิงพักอาศัยของ ปู่คออี้ อยู่ที่บริเวณห้วยสามแพร่ง ไม่ใช่พื้นที่บริเวณ ใจแผ่นดิน และ บางกลอยบน ที่ตนกับพวกได้ดำเนินการตามแผนการปฏิบัติภารกิจยุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4

ซึ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งเพิงพักของ นอแอะ และ ปู่คออี้ ที่ต้องเดินเท้าไปยังบริเวณพื้นที่ใจแผ่นดิน ต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน และเดินไปยังพื้นที่บางกลอยบน ต้องใช้เวลาถึง 1-2 วัน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในภายหลังจากการสัมภาษณ์ของ เพจอีจัน ที่ได้สัมภาษณ์นายหมี ต้นน้ำเพชร ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 3 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 และนายบุญยอด พุกาด (เจ พุกาด) ซึ่งเป็นลูกของนายกื๊อ พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 5 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 และนายแจ พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 โดยมีนางพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ เป็นล่ามถาม

โดยข้อเท็จจริงจากการตอบคำถามกับสื่อมวลชนที่ถามว่า บ้านหรือเพิงพักที่บอกว่าถูกเผานั้น ถูกเผาเมื่อไร บุคคลทั้งสามได้ตอบคำถามเหมือนกันว่า เพิงพักที่อยู่ที่บางกลอยบน ถูกเจ้าหน้าที่เผา ทำลาย หลังจากได้เกี่ยวข้าวแล้วในเดือน ต.ค. 54 ผ่านไปหนึ่งเดือน คือ เดือน พ.ย. หรือเดือน ธ.ค. 54 ซึ่งขัดแย้งกับบันทึกการสอบข้อเท็จจริงของผู้ฟ้องที่ 3 นายหมี ต้นน้ำเพชร ฉบับลงวันที่ 4 ธ.ค. 54 ที่สภาทนายความจัดทำขึ้น โดยคณะทำงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้บันทึกไว้ว่า

เดือน พ.ค. 54 เพิงพักของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนถูกเผาทำลาย และทั้ง 3 คนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คำสัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมเป็นข้อยืนยันได้ว่าเพิงพักผู้ฟ้องคดีที่ 2 , ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และผู้ฟ้องคดีที่ 5 หากมีอยู่จริง ความจริงแล้วถูกเผาในช่วงเดือน พ.ย. หรือเดือน ธ.ค. 54 ไม่ใช่วันที่ 5-9 พ.ค. 54 ตามที่ได้บันทึกไว้

จากการสอบข้อเท็จจริงของสภาทนายความ คำฟ้องและคำให้การของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 จึงรับฟังไม่ได้ว่าเพิงพักของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กอยู่ที่พื้นที่ใจแผ่นดินและบางกลอยบน และถูกเผาในวันที่ 5-9 พ.ค. 54 ตามที่กล่าวอ้าง และไม่มีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่าเพิงพักของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 มีอยู่จริงหรือไม่ อยู่ที่ใด ถูกเผาจริงหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร และใครเป็นคนเผา หรือได้รับคำสั่งจากใครให้เผาจาก

ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการตอบคำถามของสื่อมวลชนที่ไม่ได้มีการเสี้ยมสอน และเป็นการตอบต่อนางพิณนภา ภรรยาของบิลลี่ ย่อมรับฟังได้ว่า เพิงพักของผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 และ ที่ 5 ไม่ได้ถูกเผาในวันที่ 5-9 พ.ค. 54 ตามที่ ปู่คออี้ และนางสาววรภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจาก ปู่คออี้ ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ไว้ในวันที่ 19 ต.ค. 58

การแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งความเท็จทั้งสิ้น การกระทำดังกล่าวของ ปู่คออี้ และนางสาววรภรณ์ ที่ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าตน กระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 , 217 และ 218 ต่อพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน โดยรู้อยู่ว่าไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น

แต่แกล้งแจ้งความให้ตนได้รับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้นอันเป็นเท็จทั้งสิ้น ทำให้ตนได้รับความเสียหาย ถูกดำเนินคดี ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัย และทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีคำสั่งให้ตนต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และปลดตนออกจากราชการ

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คนเป็นคนถูกกระทำ ถูกให้ออกจากราชการ วันนี้ตนต้องเดินหน้าต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ตนยืนยันว่า ตนในฐานะของผู้พิทักษ์ป่า ปกป้องทรัพยากรชาติมาตลอดชีวิต แต่กลับไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้นตนจะขอต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง

ชัยวัฒน์ เดินหน้าสู้! แจ้งความทนาย ปู่คออี้ ข้อหาแจ้งความเท็จ