นักวิชาการ วิเคราะห์สถานการณ์ รัฐประหารเมียนมา

อีจัน 1

อีจัน 1

1 กุมภาพันธ์ 2564

นักวิชาการ วิเคราะห์สถานการณ์ รัฐประหารเมียนมา

เรียกได้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ร้อนแรงทั้งประเทศต้นทาง อย่าง เมียนมา ที่เพิ่งเกิดการกระทำ รัฐประหาร ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นำโดย พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้นำคณะรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน ที่มี นางอองซาน ซูจี เป็นผู้นำ และทำให้วงคอการเมืองไทย ต่างวิพากษ์วิจารณืกันอย่างเผ็ดร้อน

นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ระดับเอกอุคนหนึ่งในแวดวง ได้วิเคราะห์สถานการณ์การรัฐประหารครั้งนี้ ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว อย่างน่าสนใจว่า

“ ในที่สุด กองทัพพม่าก็รัฐประหาร จริงๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไร ที่จะหยิบยกข้ออ้างง่ายๆ ในการยึดอำนาจรอบนี้ว่ามาจากการทุจริตการเลือกตั้ง (พรรคการเมืองฝั่งทหารแพ้การเลือกตั้งย่อยยับในปลายปีที่แล้ว)

ครับ เป็นที่ทราบกันดีว่า กองทัพพม่ามีการจารกรรมข้อมูล หรือหน่วยงานข่าวสอดแนมติดระดับท็อปของโลก ใครมีโอกาสไปเที่ยวพม่า เราจะไม่พบข้าราชการทหารแต่งกายเครื่องแบบในพื้นที่สาธารณะทั่วไปมากนัก แต่จริงๆแล้วเขาแฝงตัวไปยังอาชีพต่างๆ อย่างแนบเนียน คิดดูแล้วกันทั้งๆ มีประเด็นการสู้รบต่างๆ ไม่ว่ากับชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ อย่างกะเหรี่ยง กองกำลังติดอาวุธโรฮิงยา ก็ไม่มีใครมาทำอะไรคุกคามตามสถานที่หัวเมืองสำคัญ อย่าง ร่างกุ้ง และกรุงเนปิดอร์ ได้ หน่วยข่าวของเค้าต้องทรงประสิทธิภาพจริงๆ ถึงควบคุมตรวจสอบความเคลื่อนไหวถึงกันได้หมด

ดังนั้นการที่ไปกล่าวหาว่า การเลือกตั้งรอบนี้มีการทุจริตเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องแค่บังหน้า

สำหรับการยึดอำนาจรอบนี้ มีข้อน่าวิเคราะห์ตามสติปัญญาน้อยๆของผมไว้ดังนี้ครับ

1.เข้าใจว่าพื้นที่ ส.ส. ฝ่ายพรรคทหารลดสัดส่วน ถูกเลือกตั้งเข้ามาในที่นั่งที่น้อยมาก ผู้นำกองทัพจึงวิตกว่า อำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองจะสั่นคลอน การยึดอำนาจรอบนี้รวดเร็วและเบ็ดเสร็จ เพราะรัฐธรรมนูญของพม่าให้อำนาจผู้นำกองทัพเข้ามาแทรกแซงได้ หากบ้านแล้วอยู่ในภาวะวิกฤติ

2. คนรุ่นใหม่ในพม่าไม่ได้โหยหาประชาธิปไตยเหมือนในขบวนการ 8/8/88 (8 สิงหาคม ค.ศ.1988) อย่างเข้มข้นอีกต่อไปแล้ว เสรีภาพเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาว มีโอกาสไปทำงาน เรียนต่อในต่างประเทศอย่างประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย การเป็นกลุ่มที่แสวงหาความมั่นคงเชิงปัจเจก ไป การเฝ้าระวังเรื่องกองทัพจะกลับมายึดอำนาจอีก จึงถูกเป็นประเด็นละเลย เพราะคนส่วนใหญ่เลื่อมั่นในบารมีทางการเมือง ของ “แม่ซู” นางอองซานซูจี ว่าจะคุยกับผู้นำกองทัพรู้เรื่อง และอยู่ด้วยกันได้

3. ประเด็นเรื่องกลุ่มกบฏในเมืองยะไข่ กลายเป็นเรื่องความกังวลให้สังคมพม่าส่วนใหญ่เรื่องความปลอดภัย ตรงนี้กองทัพได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นที่พึ่งหลักอีกครั้ง อย่างกระบวนชาตินิยมสุดโต่งอย่าง พระวีระธุ เป็นต้นมักสร้างความแตกแยก เรื่องศาสนาพุทธจะถูกครอบงำโดยอิสลาม เป็นเรื่องที่ล่อแหลมมาก และมักพูดจาสนับสนุนกองทัพออกมามีบทบาทแก้ไขด้านความมั่นคงอยู่เนืองๆ

4. วัฒนธรรมทหารพม่า เพิ่งสำนึกระบบรุ่น มาไม่กี่สิบปีมานี้เอง แต่เดิมระบบอุปถัมภ์ในกองทัพพม่า มักใช้วิธีการ “ระบบลูกเลี้ยง” คือนายทหารชั้นผู้ใหญ่มัก นำนายทหารหนุ่ม ที่มีหน่วยก้านดี ดูมีอนาคตไกล รับมาเป็นลูกบุญธรรม เพื่อรักษาและประสานผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจ ทั้งใน-นอกกองทัพในยามที่ตัวเองต้องจำเป็นลงจากอำนาจ ไป การผ่องถ่ายอำนาจจำเป็นต้องราบรื่นปลอดภัยทั้งผู้ให้-ผู้รับ

5. ระบบรุ่นนายร้อยพม่า (ปัจจุบันโรงเรียนนายร้อยพม่าอยู่เมือง Pyin Oo Lwin :ออกเสียงยากมากว่า ปิน โอวิน เมืองนี้สวยงามมากครับ)

เริ่มสำนึกจริงๆน่าจะในสมัยยุคพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้ทำการยึดอำนาจในรอบนี้

เพราะทั้งอดีตเผด็จการทหาร อย่างนายพล ตานฉ่วยก็ไม่ได้จบจากโรงเรียนนายร้อย เป็นบุรุษไปรษณีย์มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คนที่จบนายร้อยรุ่น 1 ก็คือ พลเอกหม่อง เอ อดีตรองนายพลอาวุโส และอดีต ผบ.ทบ. พม่า ยังไม่นำระบบรุ่นมาใช้ในการเมืองภายในกองทัพ ซึ่งวัฒนธรรมการเมืองทางทหาร พม่าในเรื่องระบบลูกเลี้ยง เริ่มไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป เพราะมันสนองผลประโยชน์ในวงแคบ ไม่สามารถกระจายผลประโยชน์ในกลุ่มอิทธิพลอื่นๆในกองทัพอย่างลงตัวได้ สำนึกระบบรุ่นอาจซึมซับเลียนแบบจากกองทัพแถบละแวกนี้ก็เป็นได้ครับ

6. ป้ายโฆษณาชวนเชื่อของพม่าก่อน ปี ค.ศ.1988 ว่า “กองทัพไม่เคยทรยศผลประโยชน์ของชาติ” ไปจนถึงป้ายยุคปัจจุบัน “กองทัพและประชาชนจะบดขยี้ภัยคุกคามของชาติ” ไม่มีคำพูดใดๆเลยว่า กองทัพจะสนับสนุนประชาธิปไตย มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่ากองทัพไม่ได้เลือกข้างประชาธิปไตยตั้งแต่แรก แต่ที่ยอมเพราะบริบทสังคม ที่มันบีบบังคับให้กองทัพต้องฝืนทน

ครับ กองทัพพม่าคงถอดรหัสบทเรียน และมีคัมภีร์ชั้นครูจากผู้นำทหารบางชาตใกล้ๆตัว ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างกลมกลืนแนบเนียนกับยุคใหม่ได้อย่างไร.”