ตร.คุมตัวผู้ต้องหาที่ 4 ทำแผน “คดีฆ่าหวังเงินประกัน 14 ล้าน” ซัด! มีตำรวจยศใหญ่เอี่ยว

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

12 มีนาคม 2568

ตร.คุมตัวผู้ต้องหาที่ 4 ทำแผน “คดีฆ่าหวังเงินประกัน 14 ล้าน” ซัด! มีตำรวจยศใหญ่เอี่ยว

จากกรณีเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 68 ที่ตัวแทนกลุ่มบริษัทประกันภัยเอกชน ยื่นเรื่องร้องเรียนกับ บก.ภ.จ.สกลนคร ต้องการให้ตรวจสอบกรณีนายวิเชียร อายุ 32 ปี ประสบอุบัติเหตุตกจากรถยนต์กระบะ ก่อนถูกรถยนต์อีก 2 คัน ขับตามหลังมาชน จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บริเวณบ้านนาบัว-เจริญศิลป์ กม.ที่ 15 ต.ธาตุ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งเชื่อว่าเป็นการจัดฉากฆาตกรรมเพื่อหวังเงินประกันกว่า 14 ล้านบาท ต่อมาหลังเกิดเหตุ นายสมศักดิ์ อายุ 56 ปี , นายพรชนก อายุ 41 ปี , นายพีรพัฒน์ อายุ 30 ปี ได้เข้ามอบตัวต่อ พ.ต.ท.นันท์มนัส โพธิ์ศรี พนักงานสอบสวน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงความตาย”

ความคืบหน้าล่าสุด (11 มี.ค. 68) พล.ต.ต.สมจิตร เหล่ามงคลนิมิต มอบหมายให้ พ.ต.อ.จิรโรจน์ โรจน์ภานุพัชร์ รอง ผบก.ภ.จว.สกลนคร พร้อมคณะ เข้าร่วมประชุมวางแนวทางการสืบสวนคลี่คลาย คดีขบวนการจัดฉากฆาตกรรมอำพราง นายวิเชียร อายุ 32 ปี ให้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อหวังเอาเงิน พ.ร.บ.กรมธรรม์ รถยนต์ จำนวนกว่า 14 ล้านบาท โดยศาลจังหวัดสว่างแดนดินได้มีการอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว จำนวน 4 ราย คือ นายสกล หรือ เมฆ อายุ 38 ปี , นายสมศักดิ์ หรือ แอ๊ะ อายุ 56 ปี , นายพีรพัฒน์ หรือ ป้อม อายุ 30 ปี และนายพรชนก หรือ เก่ง อายุ 41 ปี ในข้อกล่าวหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาต้องได้แล้ว 3 ราย และนำตัวฝากขังที่เรือนจำสว่างแดนดินแล้ว ส่วนรายที่ 4 ที่หลบหนี ทนแรงกดดันไม่ไหว ก่อนเข้ามอบตัว ในเวลาต่อมา 

จากนั้นช่วงบ่าย พ.ต.อ.วรวิทย์ นนพละ ผกก.กก.สส.ภ.จว.สกลนคร พร้อมชุดคลี่คลายคดี ได้ควบคุมตัว นายพรชนก อายุ 41 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาร่วมขบวนการ เดินทางไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่าง ๆ อย่างละเอียด

ในวันเกิดเหตุ (10 ก.พ.68) จุดแรก คือ เมื่อเวลา 12.00 น. ที่โรงน้ำดื่มของนายพรชนก ในพื้นที่ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร โดยนายสกล นายพรชนก และนายวิเชียร (ผู้เสียชีวิต) นั่งรถยนต์กระบะสี่ประตู สีขาว ขับออกไปยังร้านตัดผมแห่งหนึ่ง ซึ่งนายสกลได้พานายวิเชียรเข้าไปตัดผม จากนั้นนายสกลจึงขับรถพานายวิเชียรและนายพรชนกไปร้านสะดวกซื้อ

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสกล นายพรชนก และนายวิเชียร พากันไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้น นายพรชนกเห็นนายวิเชียรมีอาการคล้ายมึนเมา กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. มีโทรศัพท์จากนายพีรพัฒน์ อ้างว่ารถเสียให้มาดูหน่อย จากนั้นนายสกล ให้นายพรชนกไปขับ และอ้างว่าขอไปนั่งท้ายกระบะเพราะอยากสูบบุหรี่ เมื่อขับผ่านสี่แยกหนึ่งที่มีกล้องวงจรปิด นายสกลได้เคาะกระจกให้นายพรชนกจอด และสลับกันขับ

เมื่อขับมาถึงจุดรวมพลจุดที่หนึ่ง นายพรชนกให้การว่า พบเห็นรถยนต์กระบะคอกขนน้ำดื่มสีขาวจอดอยู่ 2 คัน นายสกลกับนายพรชนกเดินลงจากรถลงไปข้างทาง พร้อมกับเห็นรถยนต์กระบะตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบยืนอยู่ข้างรถ ซึ่งนายพรชนกจำได้ว่าเป็นใคร

ระหว่างรวมตัวกัน นายสกลได้แบ่งหน้าที่ พร้อมกับบอกว่าจะจัดการนายวิเชียร โดยญาตินายวิเชียรไม่ว่าอะไร ในตอนนี้เองด้านนายสกลก็หันมาถามนายพรชนกว่าเอาด้วยไหม แต่เหมือนตกกระไดพลอยโจรไปแล้ว และเห็นมีแต่พวกของนายสกลจึงหวาดกลัว นายสกลจึงให้นายพรชนกไปขับรถกระบะ สี่ประตู สีขาว ไปกับนายสมศักดิ์ ส่วนนายวิเชียรนั่งเบาะหลัง ขณะเดียวกันนายสกลได้ขับรถกระบะคอกเปล่าออกไปจากจุดรวมพล และนายพรชนก นายสมศักดิ์ พร้อมด้วยนายวิเชียร ก็ขับรถออกไปประมาณ 500 เมตร ซึ่งเป็นจุดนัดหมายที่ 2 เป็นบริเวณหลัก กม.15 ขณะที่นายวิเชียรนั่งคล้ายมึนเมาอยู่หน้ารถกระบะ ทันใดนั้น นายสมศักดิ์ได้ลากนายวิเชียร ลงไปนอนคว่ำหน้าบนถนนทิ้ง จากนั้นนายสมศักดิ์และนายพรชนกขับรถไปที่จุดนัดหมายที่ 3 ซึ่งห่างจากจุดที่ทิ้งนายวิเชียรประมาณ 500 เมตร 

ซึ่งคำให้การดังกล่าว สอดคล้องกับคำพูดนายพีรพัฒน์ ว่า เมื่อได้รับสัญญาณแล้ว จึงให้ขับรถกระบะคอกน้ำ ขับพุ่งชนนายวิเชียร จากนั้นนายพีรพัฒน์อ้างว่า ได้หลับตากลั้นใจขับไปชน แต่ไม่รู้ชนโดนนายวิเชียรหรือไม่ พอนายพีรศักดิ์มาเจอกันตรงจุดที่ 3 ก็บอกทุกคนว่าได้ขับรถชนนายวิเชียร จากนั้นนายสกลกับนายสมศักดิ์ ได้กลับไปดูจุดเกิดเหตุอีกครั้ง ก่อนที่ 1 ชม.ต่อมา จะมีเพียงนายสมศักดิ์กลับมาคนเดียว แต่ไม่ทราบว่านายสกลหายไปไหน

ทั้งนี้ นายพรชนก ให้การตลอดการทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า ขณะไปรวมตัวกันจุดแรก เคยเห็นหน้านายตำรวจในเครื่องแบบนายนี้ที่งานศพของญาตินายสกล ยืนยันว่าตำรวจนายนี้อยู่จุดรวมพลแรก ก่อนเกิดการจัดฉากให้นายวิเชียรเสียชีวิต พร้อมกับฝากไปถึงครอบครัวของนายวิเชียร (ผู้เสียชีวิต) ว่า ตนไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้อยู่แล้ว ตนได้ขอโทษไปยังครอบครัวแล้ว 

อย่างไรก็ตาม การทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ได้มีการหักล้างกับสำนวนเดิมของพนักงานสอบสวนที่ทำคดีไว้ก่อนหน้านี้ว่า นายวิเชียรเสียชีวิตจากการตกท้ายกระบะ และมีรถชักลากจูงมาเหยียบทับซ้ำ เนื่องจากผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย พร้อมทั้งพยานและหลักฐานที่ชุดคลี่คลายคดีมีอยู่ ไม่สอดคล้องกันกับคดีเดิม และสามารถหักล้างกันได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสาวไปถึงผู้ร่วมขบวนการที่เป็นนายตำรวจ ยศระดับพันตำรวจโทได้ ตามที่นายพรชนกให้การซัดทอด