เปิดไทม์ไลน์ คดีอุ้มหนุ่มผู้จัดการ ฆ่าเผาอำพรางหมกบ้านร้างที่ ลพบุรี
อีจัน อ้วน
6 มีนาคม 2569

หลังจากเกิดเรื่องใหญ่กลางเมือง ที่อุ้มฆ่าคนทั้งคนเเถมอำพรางศพอย่างน่าสลดอีก ต่างตั้งคำถามว่าทำไมถึงโหดร้ายขนาดนี้? เดี๋ยววันนี้ อีจัน จะเรียงไทม์ไลน์คร่าวๆของเหตุการณ์นี้กันค่ะ ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงตกอยู่ในสภาพที่น่าหดหู่
ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 เวลาประมาณ 05.45 น. นายบี อายุ 45 ปี ผู้จัดการขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขับรถยนต์ออกจากคอนโด จากนั้นเวลาประมาณ 06.23 น. ขับรถยนต์เลี้ยวเข้าซอยรัชดาภิเษก 18 ถัดมาอีก 2 นาที เวลาประมาณ 06.25 น. ก็ถูกกลุ่มคนข่มขืนใจ กักขังหน่วงเหนี่ยว เเล้วพาขึ้นรถยนต์เช่าอีกคันหนึ่ง เเละนี่คือจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุที่โหดเหี้ยม

ต่อมา วันที่ 19 ก.พ.69 เวลาประมาณ 00.40 น. พี่ชายของนายบี แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ว่าน้องชายหายไปจากคอนโดแห่งหนึ่ง ไม่สามารถติดต่อได้ ชุดสืบสวนนครบาล , ชุดสืบสวนกก.สส.บก.น.2 และ ชุดสืบสวน สน.สุทธิสาร ติดตามหาพบหลักฐานว่านายบี ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนใจผู้อื่นฯ พาตัวไป ต่อมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาพิจารณาหมายจับผู้ก่อเหตุรวม 8 คน ชุดสืบสวนติดตามจับและกดดันผู้ต้องหาบางคนยอมมอบตัวโดย 7 คน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ยังเหลืออีก 1 คน อ้างตัวเป็นทหาร ยังหลบหนี โดยมีข้อมูลว่าอาจหลบหนีข้ามชายแดนไปประเทศลาว
ด้วยความหวังที่ผ่านมา 14 วัน ล่าสุดช่วงบ่ายของวันที่ 3 มี.ค.69 ชุดสืบสวนพบร่างของนายบี (นามสมมติ) ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยการจุดไฟเผาอำพรางร่างในห้องน้ำภายในบ้านร้างหลังหนึ่ง ถนนสระบุรี – หล่มสัก ต.ชัยนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
ใครจะคิดว่าเป็นคนเหมือนกัน ทำไมถึงขั้นต้องฆ่าโหดขนาดนี้?
เรื่องนีถูกติดตามมาจนสามารถหาตัวคนผิดได้ค่ะ
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 69 เวลา 23.35 น. รวบผู้ใช้จ้างวานและสาวคนใกล้ชิดคดีอุ้มเหยื่อกลางกรุงได้เเล้ว โดย พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 , พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. , เเละทีม ร่วมกันจับนาย “ส.” (นามสมมติ) อายุ 46 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1293/2569 ลงวันที่ 5 มี.ค.2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ” เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ไม่มีเหตุอันสมควรทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ ลอบฝั่งซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย , ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือว่ายอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ นั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่ กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยรวมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป , หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย , อั้งยี่ซ่องโจรและ ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือ พาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

และอีก 1 ราย ก็คือ น.ส. “บ” (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1293/2569 ลงวันที่ 5 มี.ค.2569 ซึ่งต้องหาว่า ” ร่วมกันกระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ไม่มีเหตุอันสมควรทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ ลอบฝั่งซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย , ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ นั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่ กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยรวมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป , หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย , ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือ พาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และอั้งยี่ซ่องโจร “
ซึ่งผู้ต้องหาชายถูกเชื่อว่าเป็น ผู้บงการ หรือบอสใหญ่ อยู่เบื้องหลังการว่าจ้างทีมอุ้มก่อเหตุ ที่ถูกออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด 8 คน ส่วน หญิงสาวคนสนิท ถูกระบุว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดของผู้ต้องหาชาย และต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุ
โดยเวลาประมาณ 00.10 น. พล.ต.ต.เกียรติกุล และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ได้ซักถามนาย “ส” ผู้ถูกจับตามหมายจับของศาลอาญา เกี่ยวกับมูลเหตุในคดีที่เกิดขึ้นโดยนาย “ส” ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เผยว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 คนได้ ขณะกำลังเดินทางออกจากที่พักจึงแสดงตัวเข้าควบคุมตามหมายจับ และเมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาชาย พบว่าได้ทำการจองตั๋วเครื่องบิน เดินทางออกนอกประเทศผ่านระบบออนไลน์ แต่เมื่อไล่เรียงเวลาแล้ว คาดว่าผู้ต้องหาเปลี่ยนใจ เนื่องจากต้องการต่อสู้คดี โดยมีทนายความเดินทางมาด้วย ส่วนการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับในข้อเท็จจริงบางส่วน ซึ่งรายละเอียดในการสอบปากคำยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่พบความเชื่อมโยงถึงมูลเหตุ บางส่วนเชื่อว่าเป็นปัญหาภายครอบครัว
นอกจากตัวผู้ต้องหาแล้ว เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้เข้าตรวจสอบรถส่วนบุคคลของผู้ต้องหาเอาไว้จำนวน 2 คัน ที่ชุดจับอายัดเอาไว้เป็นรถยนต์ 1 คันและรถกระบะ 1 คัน หลังพบว่า ภายในรถยนต์มีชุดเครื่องแบบทหาร และชุดสูท ถูกแขวนอยู่ภายในรถ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น พกเครื่องแบบข้าราชการทหาร บัตรวิทยาลัยทนายความ ซองใส่บัตรข้าราชการ ปืนปลอม 2 กระบอก มีดพกสั้น 1 เล่ม และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ประกอบสำนวนคดี
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากๆค่ะ เดี๋ยวเราต้องตามกันต่อว่า การดำเนินคดีจะเป็นอย่างไรค่ะ





