ย้อนคดี ตั้ม มือมีดแฉลบปาดคอ ชิงไอโฟน
นูนนี่ อีจัน
13 มกราคม 2564

ยังจำกันได้ไหม เหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อต้นปี 60 ที่ต้นเหตุมาจาก ไอโฟน เพียงเครื่องเดียว แต่กลับทำให้ชีวิตของบัณฑิตหนุ่ม มศว. ต้องดับลง
เหตุการณ์เกิดขึ้น ช่วงดึกของวันที่ 4 มกราคม 2560 บริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 ขณะนั้น นายวศิน เหลืองแจ่ม อายุ 26 ปี บัณฑิต มศว กำลังเดินทางกลับที่พัก แต่มีชายคนหนึ่ง ทำทีเข้ามาถามเส้นทางกับ วศิน พักใหญ่ก่อนจะกลายร่างเป็นโจรใจโหด พยามยามชิงโทรศัพท์ ไอโฟน 6 ที่อยู่ในมือ วศิน โดยหยิบมีดพกขึ้นมาขู่ แต่ วศิน ไม่ยอม โจรใช้มีดจ้วงแทงอวัยวะสำคัญ และแฉลบไปปาดคอ วศิน ดับคาที โจรใจโหดวิ่งไปขึ้นมอเตอร์ไซค์เพื่อนที่รออยู่ใกล้ๆ และหลบหนีไป

เวลาไม่นาน ตร.ก็รู้ตัวคนร้ายคือ นายกิตติกร หรือตั้ม วิกาหะ อายุ 26 ปี และนายสุพัฒชัย หรือเอ๊กซ์ จันทร์ศรี อายุ 26 ปี และใช้เวลาควานหาตัว นายตั้ม และ นายเอ็กซ์ ไม่นาน เวลา 01.30 น. ของวันที่ 6 ม.ค 60 ตำรวจก็บุกชาร์ทตัว นายตั้ม ได้ที่ หมู่บ้านเอื้ออาทร อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และจับตัว นายเอ็กซ์ ได้ในเวลาต่อมา

นายตั้ม รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา แต่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจให้ วศิน ตาย แต่จังหวะที่แทงมีดไปข้างหน้า มีดเกิดแฉลบไปโดนคอ และเล่าต่อว่า แรงจูงใจที่ทำให้ก่อเหตุ คือ ตนเองเป็นหนี้ จากการขายผลไม้ จึงต้องการใช้เงิน และมีดที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นมีดที่ใช้ขายผลไม้ด้วย และหลังจากก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ วศิน แล้ว ยังได้ตระเวนก่อเหตุชิงทรัพย์หญิงสาวชาวลาว อายุ 19 ปี ภายในซอยสุคนธสวัสดิ์ ด้วย ต่อมาตำรวจส่งตัว นายตั้ม และ นายเอ็กซ์ ให้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเป็นการกระทำผิดโดยอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชน อีกทั้งหลังก่อเหตุคดีนี้ ในคืนเดียวกันทั้งสองยังได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ซ้ำอีก ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนักด้วย

จนวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แล้ว จำเลยก่อเหตุร้ายแรง มีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว

แต่ต่อมา วันที่ 24 เม.ย. 61 ศาลสั่งเบิกตัวจำเลยทั้งสองจาก เรือนจำกลางบางขวาง เพื่อมาฟังคำพิพากษา โดยศาลตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 2 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา นอกจากนี้ ทั้งคู่ ยังยอมรับผ่านสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึง การสำนึกผิด มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลงความเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้ง 2 ไว้ตลอดชีวิต
