“ชัยวัฒน์” ยื่นหนังสือเปิดผนึกคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

17 ตุลาคม 2568

“ชัยวัฒน์” ยื่นหนังสือเปิดผนึกคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้

16 ตุลาคม 2568 — นาย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยาน ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมมาธิการ การประชุม ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ราษฎร คดีป่าไม้ พ.ศ…. หลังจบประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ 5 เพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กำหนดช่วงเวลานิรโทษกรรมตั้งแต่ ปี 2541–2562 ซึ่งเป็นช่วงที่มติ ครม. สี่หนึ่ง (41) ถูกนำมาใช้เป็นมาตรการเชิงบริหารเพื่อกำกับการดำเนินคดีป่าไม้
โดยนายชัยวัฒน์ชี้ชัดว่า:

  • มาตรา 5 ของร่าง กำหนดคุ้มครองเฉพาะผู้ปฏิบัติตามมติ ครม. 41 ไม่เกี่ยวกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
  • การนิรโทษกรรมต้องระบุให้ชัดว่า ใครได้ ใครไม่ได้ เพื่อความชอบธรรม
  • บุคคลที่อยู่ในขอบเขตนิรโทษกรรม คือผู้ถูกดำเนินคดีจากการทำกินในป่าตามนโยบายรัฐ ไม่ใช่กลุ่มนายทุนหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เจตนารุกป่า
    “เราต้องหาบุคคลที่ถูกดำเนินคดีมาให้ตรวจสอบว่าเขาไม่มีที่ทำกิน แล้วล้างมลทินให้เขา จัดที่ดินให้ใหม่ นั่นคือการพิสูจน์สิทธิ์และยกโทษอย่างชัดเจน”
    นายชัยวัฒน์ ยังเน้นว่า ป่าไม่ได้ถูกบุกรุกโดยคนยากจนเสมอไป การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันหมายถึงการให้อภัยโดยรัฐ ซึ่งต้องมีขอบเขตชัดเจน มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลบล้างความรับผิดชอบ และส่งสัญญาณผิดให้สังคม

การประชุม 5 ครั้งและหนังสือเปิดผนึก
ชัยวัฒน์เล่าถึงขั้นตอนประชุมกรรมาธิการ 5 ครั้งว่า:

  • การประชุมครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 4 มีกรรมการประมาณ 30 คน แต่ฝ่ายอนุรักษ์จริงๆ มีเพียง 4 คน (กรมอุทยาน 3 คน, คณะวนศาสตร์ 1 คน)
  • ส่วนที่เหลือเป็นตัวแทนจากพรรคที่เสนอร่างกฎหมาย 2 ฉบับ (พรรคประชาชน และพรรคประชาชาติ)
  • ชัยวัฒน์พยายามตั้งคำถามเรื่อง ช่วงเวลา และ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง แต่ถูกมติครม. ใช้เป็นหลัก

“ผมอยู่ในที่ประชุมก็เหมือนมีส่วนร่วมทุกครั้ง แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องอยู่ แต่สุดท้าย เราเห็นว่าไม่สามารถรอให้ทุกอย่างคลี่คลายเอง จึงตัดสินใจทำหนังสือเปิดผนึก เพื่อยืนยันว่าเราคัดค้านร่างนี้”
หนังสือเปิดผนึกระบุถึงปัญหา

  1. การตั้งสัดส่วนกรรมาธิการและอนุกรรมการที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายร่าง
  2. การนิรโทษกรรมที่อาจรวมกลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองไปด้วย
  3. การขาดความชัดเจนเรื่อง เงื่อนไขและบุคคลที่ได้รับสิทธิ์

เสียงสะท้อนจากชัยวัฒน์
นายชัยวัฒน์ อธิบายว่า การคัดค้านนี้ไม่ได้เพื่อสร้างศัตรู แต่เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสิทธิของประชาชน
“วันนี้จะมี 20–30 คนในที่ประชุม ผมไม่เสียใจ เพราะสิ่งที่ผมออกมาพูดคือเพื่อประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าใครเป็นใคร รักประชาชน รักแผ่นดินแค่ไหน”
และยังใช้คำเปรียบเทียบว่า ตัวเองจะเป็น “กรวดในรองเท้า” ของผู้ที่พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.
“คุณเดินเมื่อไหร่ คุณก็เจอผมแน่ กรวดเม็ดนี้คุณเหยียบแล้วจะรำคาญอยู่ตลอด”
ประเด็นสำคัญ: ใครได้ ใครเสีย

  • ราษฎรผู้ถูกดำเนินคดีจากการทำกินตามนโยบายรัฐ มีสิทธิ์ได้รับการนิรโทษกรรม
  • ต้องทำกินในพื้นที่ที่รัฐจัดสรร และไม่สามารถขาย/โอนให้ผู้อื่นได้
  • กลุ่มนายทุน นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เจตนารุกป่า ต้องถูกคัดออก
  • การนิรโทษกรรมไม่ได้หมายถึงลบคดีทุกคน แต่ต้องสร้างความเป็นธรรมและโอกาสเริ่มต้นใหม่
    หากร่าง พ.ร.บ. ผ่านไปโดยไม่มีขอบเขตชัดเจน ประเทศไทยจะเสี่ยง “เสียป่าให้กลุ่มทุน” และประชาชนยากไร้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม
    จุดยืนสุดท้าย
    นายชัยวัฒน์เรียกร้อง ให้ถอนร่าง พ.ร.บ. หากไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตและผู้ได้รับผลประโยชน์
    “ผมไม่เห็นด้วยเลยทุกประเด็น ให้ถอนร่างเพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันเป็นสมบัติของประชาชน ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ”