สศค. ปรับเพิ่ม GDP ปีนี้ โต 2.2% ชี้ภาษีทรัมป์ยังไม่กระทบ คาดไทยโดน 15-20%
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
30 กรกฎาคม 2568

วันนี้ (30 ก.ค. 68) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังแถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ปรับเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่เมื่อเม.ย. 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และนโนบายตอบโต้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ หรือภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในปีนี้ รวมถึงผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของประเทศคู่ค้าของไทย
โดยคาดว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.2% (ช่วงคาดการณ์ 0.7 – 1.7%) จากปีก่อนหน้าที่หดตัวที่ -0.4% จากการฟื้นตัวของการผลิตยานยนต์และการผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญในขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.5% (ช่วงคาดการณ์ 5.0 – 6.0%) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 2.3% เนื่องจากการเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้าที่สูงกว่าคาดในครึ่งแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.)
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) อาจจะมีทิศทางที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบของภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะได้รับข้อตกลงการผ่อนปรนภาษีนำเข้าของสหรัฐฯภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 หรือในช่วงส.ค. – ก.ย. นี้ ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.0% (ช่วงคาดการณ์ 4.5- 5.5%) โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อนำมาผลิตเพื่อส่งออก
“สศค. ได้ตั้งสมมติฐานว่าไทยจะถูกจัดเก็บภาษีทรัมป์ในอัตราเดียวกับภูมิภาค หรือในระดับ 15-36% ซึ่งเป็นการเฉลี่ยตามมาตรการผ่อนปรนสำหรับประเทศที่ได้ข้อตกลง เช่น เวียดนาม 20% ญี่ปุ่น 15% ฟิลิปปินส์ 19% เป็นต้นและเฉลี่ยจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาจากสหรัฐฯ แล้ว ไปในทิศทางเดียวกัน” นายพรชัย กล่าว
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าจะขยายตัวที่3.1% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.6 – 3.6%) ตามกำลังซื้อในประเทศสะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในประเทศที่ขยายตัวได้ดี โดยเติบโตติดต่อกัน 9 ไตรมาส สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่2.5 – 3.5%) ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 0.4% โดยการลงทุนมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับแรงสนับสนุนจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการในครึ่งแรกของปี 2568 ด้านการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2 % (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.7 – 1.7%)
รวมถึงการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.9% (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 – 4.4%) จากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และมีแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท (แผนการขับเคลื่อนฯ) ที่มีส่วนช่วยในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติจัดสรรวงเงินแล้ว115,375 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ด้านน้ำและด้านคมนาคม) ด้านการท่องเที่ยว ได้ปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวลงจาก 36.5 ล้านคน เหลือ 34.5 ล้านคน คิดเป็น 2.3% ด้านการลดผลกระทบภาคการส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ และเศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ เป็นต้น ด้านเสถียรภาพภายในประเทศอยู่ในระดับมั่นคง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.1 – 0.9) ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 14.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.9% ของGDP จากดุลการค้าที่เกินดุล
สำหรับประเด็นผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประเมินว่าผลกระทบมีจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดนและความเสียหายด้านทรัพย์สินและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการทหาร ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทชายแดน ประกอบด้วย การขยายวงเงินทดรองราชการให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ จังหวัดละ 100 ล้านบาทและพร้อมพิจารณาขยายเพิ่มหากไม่เพียงพอเพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว และการเลื่อนกำหนดเวลาชำระภาษี รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องและพักชำระหนี้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยกระทรวงการคลังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างเหมาะสมได้ทันท่วงทีต่อไป
นายพรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะถัดไป ควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น 2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ 3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในและนอกประเทศ 4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชน และ 5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ”