เอกชน แนะรัฐบาล ฟื้นคนละครึ่ง-ชิมช้อปใช้ ปั๊มเศรษฐกิจปลายปี 67

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

10 ตุลาคม 2567

เอกชน แนะรัฐบาล ฟื้นคนละครึ่ง-ชิมช้อปใช้ ปั๊มเศรษฐกิจปลายปี 67

วันนี้ (10 ต.ค.67) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจช่วงปลายปี 67 รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง หรือ ชิมช้อปใช้ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอื่นๆ แม้จะเป็นมาตรการของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สามารถเปลี่ยนชื่อได้ แต่ขอให้อยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจขณะนี้ แม้คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 2.6% แต่ประชาชนและภาคธุรกิจยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สถานการณ์เหล่านี้เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องมีมาตรการกระตุ้น

ขณะเดียวกัน สัปดาห์หน้า (วันที่ 14-18 ต.ค.67) ต้องจับตามองสถานการณ์สำคัญของเศรษฐกิจไทยคือวันที่ 16 ต.ค.นี้ มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีกทั้งสัปดาห์เดียวกันจะมีการหารือระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพูดคุยเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับการประชุมของ กนง.ต้องติดตามการส่งสัญญาณของ ธปท.ต่อเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างไร เพราะประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 2.5% ซึ่งดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ต่ำ ธปท.อาจมีมุมมองว่าเหมาะสมกับการระดมเงินออม เพื่อการลงทุนระยะยาว

แต่มุมมองของกระทรวงการคลังอยากให้ลดดอกเบี้ย หรือคนที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยนั้น หากดอกเบี้ยต้นทางลดลงตามกระแสโลกได้ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการปล่อยสินเชื่อของธนาคารง่ายขึ้น ธุรกิจจะใช้ดอกเบี้ยในการส่งเสริมการตลาดง่ายขึ้น รวมถึงคนจะมีภาระการผ่อนดอกเบี้ยต่ำลง

“เพราะถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงสถานการณ์จะถูกเยียวยาให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด แต่ดอกเบี้ยเป็นส่วนสำคัญต่อบรรยากาศเศรษฐกิจซึมตัว”นายธนวรรธน์กล่าวว่า

PR_UTCC

นายธนวรรธน์กล่าวว่า หอการค้าไทย คิดว่าการลดดอกเบี้ย คือ 1.ยึดตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อไทยขณะนี้อยู่ที่ 0.6% และเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5-1% คิดว่าเศรษฐกิจที่ซึมตัวจากความเชื่อมั่นที่ลดลง น้ำท่วม ความเสี่ยงสงคราม การลดดอกเบี้ยตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสามารถดำเนินการได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ย 0.75% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐแคบลงเหลือ 2.25% เพราะดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 4.75% และไทย 2.5% ถ้าไม่ลดดอกเบี้ย ซึ่งการปรับดอกเบี้ยของสหรัฐ อาจเป็นแรงกดดันทำให้เงินบาทกลับมาแข็งเร็วขึ้นได้

ดังนั้น สำคัญมากที่กระทรวงการคลัง และ ธปท. จะเจรจากันเรื่องกรอบอัตราเงินเฟ้อ และการพูดคุยกันนั้น ธปท.จะส่งสัญญาณเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่ จากที่ ธปท.ยืนยันมาตลอดว่าอัตราดอกเบี้ยเหมาะสมต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อต่ำเป็นผลจากมาตรการด้านพลังงานของรัฐ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ซ้าย) และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ขวา)

นายธนวรรธน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาพลังงานเริ่มกลับใกล้เคียงความจริง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยซึมตัว รวมถึงเงินเฟ้อต่ำ ในหลักการทางวิชาการมุมหนึ่งเห็นว่าการลดดอกเบี้ยสามารถดำเนินการได้ ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อต่ำกว่า 1%

“การลดดอกเบี้ยของ ธปท.ควรจะลดเบาๆ ที่ 0.25% เป็นการทดสอบว่าสามารถแก้ปัญหาค่าเงิน ดูแลเรื่องหนี้สิน และกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะนโยบายการเงินกับการคลังต่างกัน เมื่อคลังปล่อยเงินจะกระตุ้นทันที แต่การเงิน เมื่อลดดอกเบี้ยแล้ว ถ้าแบงก์ไม่ปล่อยกู้ หรือคนไม่มากู้จะใช้เวลานาน แต่ช่วยเสริมได้”นายธนวรรธน์กล่าว