แบงก์ชาติ ชี้พิษภาษีทรัมป์ ทุบโครงสร้างการค้าพัง-ลงทุนชะงัก
ต้นกุมภาฯ อีจัน
9 กรกฎาคม 2568

วันนี้ (9 ก.ค.68) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ก.พ.68 ธปท.ได้พูดคุยกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ต่อเนื่อง รวมถึงได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาล ถือเป็นการดำเนินงานปกติ
ซึ่งหนังสือได้ระบุถึงผลกระทบจากการเก็บภาษีของสหรัฐฯ และมาตรการที่ควรจะต้องรองรับแบ่งเป็นทั้งระยะสั้นและระยะยาว ผลกระทบและกลุ่มเซกเตอร์ที่อาจจะได้รับผลกระทบเยอะ
“สิ่งที่แบงก์ชาติและสภาพัฒน์เห็นร่วมกัน คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของการนำเข้า เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ส่วนผู้ส่งออกไปสหรัฐส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ ความสามารถในการปรับตัวมากกว่ารายเล็ก”นายสักกะภพกล่าว

สำหรับมาตรการที่ ธปท. ค่อนข้างเน้นย้ำระยะสั้น คือการลดผลกระทบของการนำเข้าสินค้า ทางมาตรฐานการนำเข้าอย่างน้อยสินค้าที่เป็นอันตราย สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานต้องดูแล และเร่งมาตรการที่ต้องเร่งรัดข้อพิพาทต่างประเทศต่างๆ เช่น การทุ่มตลาด และดูแลแพลตฟอร์มที่ต้องสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมกันของผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่หากสหรัฐฯ เก็บภาษีของสหรัฐที่ 36% อาจจะทำให้เกิดเศรษฐกิจไทยทดถอยทางเทคนิค ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นกับประเทศไทย 4 ครั้ง คือวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก (GFC) ช่วงที่มีการชุมนุมความไม่สงบในประเทศที่มีการปิดสนามบิน และวิกฤตโควิด จะเห็นได้ว่าจะมีการเกิดเศรษฐกิจทดถอยทางเทคนิคกระแทกที่มาจากข้างนอกขนาดใหญ่เกิดขึ้น หรือเกิดเหตุการณ์ในประเทศที่มีความรุนแรง
“จากประมาณการปี 2568 และทอดยาวไปปี 2569 การขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาสที่ 0.1% ที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แต่โอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจทดถอยทักเทคนิคได้หรือไม่นั้น คำตอบคือมี แต่ขณะนี้หลายสำนักเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้มองว่าจะเกิดเศรษฐกิจโลกถดถอยขึ้น”นายสักกะภพกล่าว

นายสักกะภพกล่าวว่า มองเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น จากการปรับตัวรับภาษีสหรัฐฯ เพราะถือเป็นช็อกที่ใหญ่ แล้วต้องมีการปรับตัวไปข้างหน้า ธปท. พูดคุยกับภาคเอกชนค่อนข้างเยอะ และทุกครั้งที่มีการประชุม กนง.จะมีการทำสำรวจผู้ประกอบการ 700-800 ราย สอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคในครั้งนี้คืออะไรบ้าง พบปัญหาหลักคือต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน การส่งผ่านในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย
“หลังจากที่คุยกับภาคเอกชน เรื่องตัดสินใจการลงทุน พบว่าเริ่มมีปัญหาการชะลอการลงทุน จากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการค้า”นายสักกะภพกล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมที่พบว่ามีปัญหาหลักๆ คืออุตสาหกรรมเหล็ก ที่ต้องการมาตรการที่เข้ามาดูแลเรื่องการนำเข้า ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องการเห็นการปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ๆ รวมถึงธุรกิจอาหาร พยายามปรับตัวด้วยการผลิตของที่มีคุณภาพมากขึ้น และการขยายตลาด และพัฒนามาตรฐานเพื่อการส่งออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น
“ช็อกครั้งนี้ เป็นช็อกที่ใหญ่และทอดยาว แต่ในแง่ของอนาคตสิ่งที่จะดูว่าเศรษฐกิจจะโต หรือจะไปได้ขนาดไหนขึ้นอยู่กับการปรับตัว และหลายหลายอย่างต้องปรับตัวในทันที ซึ่งภาครัฐบาลต้องมีบทบาทในการปรับตัวตรงนี้จะมีส่วนช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้สะดวกและรวดเร็ว“นายสักกะภพกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง ถือเป็นความเสี่ยงอาจส่งผลต่องบประมาณล่าช้า จากอดีตเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เคยเกิดปัญหานี้ ส่งผลให้งบประมาณออกหลังจากผ่านไป 2 ไตรมาส ทำให้ความต่อเนื่องการใช้งบประมาณและการลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัวลง ธปท. ได้ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ