เอกชน ชี้ไทย-กัมพูชา ปิด 5 ด่านชายแดน ทุบรายได้ 1.35 แสนล้าน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
8 ตุลาคม 2568

วันนี้ (8 ต.ค.68) นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยการส่งออกสินค้าผ่านด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในเดือน ก.ค. หดตัว 97.5% และเดือน ส.ค. หดตัว 99.9% ด่านที่ได้รับผลกระทบ: อรัญประเทศ, คลองใหญ่, จันทบุรี, ช่องจอม, ช่องสะงำ
ในภาพรวมการค้าขายระหว่างกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.การค้าชายแดนผ่านด่านทางบก คิดเป็น 44% ซึ่งมีการปิดด่านชายแดน 5 ด่านทั้งหมด และ 2.การค้าชายแดนผ่านด่านทางน้ำและทางอากาศ คิดเป็น 56% ขณะนี้ยังไม่มีการปิดด่าน

ในปี 2567 ไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชาเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 324,136 ล้านบาท โดย 56% เป็นการส่งออกผ่านด่านทางน้ำและอากาศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 182,289 ล้านบาท และ 44% เป็นการส่งออกผ่านด่านทางบกซึ่งคิดเป็นมูลค่า 141,847 ล้านบาท
โดยความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชามีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าผ่านด่านชายแดนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การส่งออกชายแดน ปี 2568 ได้ประเมินผลกระทบโดยตั้งสมมุติฐาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและมีการปิดด่านทุกด่านตลอดทั้งปี 2568 ส่งผลกระทบต่อมูลค่าภาคการส่งออกติดลบอยู่ที่ 135,057 ล้านบาท ทำให้จีดีพีติดลบ 0.4%

นอกจากนี้ หากสถานการณ์มีความเครียดแต่ยังควบคุมได้ มีการปิดด่านการค้าชายแดน 100% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ มูลค่าส่งออกติดลบ 59,103 ล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีติดลบ 0.32%
แต่หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็วและสามารถฟื้นฟูพื้นที่การค้าชายแดนได้ทันในเดือน ต.ค.68 ทำให้มูลค่าส่งออกติดลบ 35,462 ล้านบาท เป็นผลดีต่อจีดีพีบวก 0.13%
ทั้งนี้ ประเมินผลกระทบจากการปิดด่าน 5 ด่านชายแดน คือ อรัญประเทศ คลองใหญ่ จันทบุรี ช่องจอม และช่องสะงำ ผลกระทบจากมูลค่าการส่งออกหายไปรายเดือน 11,821 ล้านบาท และผลกระทบทั้งปีอยู่ที่ 141,847 ล้านบาท