สรรพากร สแกนธุรกรรม ฝาก-รับโอน 3,000 ครั้ง/ปี ใครเสี่ยงเข้าเกณฑ์โดน “ภาษี”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
25 มีนาคม 2569

วันนี้ (25 มี.ค.69) ผู้สื่อข่าวรายงานตามที่มีกระแสระบุ “กรมสรรพากร” มีหลักเกณฑ์การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า การรับโอนเงินเกิน 3,000 ครั้งต่อปี จะต้องรายงานธุรกรรม เข้าเกณฑ์ตรวจสอบภาษี โดยเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขที่สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้มีบัญชีจะต้องเสียภาษีทุกกรณี
หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตาม กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ (E-Payment) ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2562 กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน ต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมตามเงื่อนไขที่กำหนดแก่กรมสรรพากร
ปกติแล้วการโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อยๆ ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่หากทำบ่อยเกินไป มีการโอนเงินเข้าออกบัญชีจำนวนมาก และมีมูลค่าสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ธนาคารจะต้องรายงานข้อมูลให้กรมสรรพากร หากพฤติกรรมการทำธุรกรรมผิดปกติ เช่น การโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีหลายๆ บัญชีบ่อยครั้ง กรมสรรพากรอาจจะสงสัยว่ามีการฟอกเงิน หรือทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งจำนวนการโอนเงินที่กำหนดไว้มีดังนี้
- ฝากเงินหรือรับเงินด้วยการโอน 3,000 ครั้งต่อปีต่อหนึ่งธนาคาร อาจจำเป็นต้องชี้แจงที่มาของเงิน
- ฝากหรือรับโอนเข้าบัญชี รวมทุกบัญชีใน 1 ธนาคาร 400 ครั้งต่อปี และมียอดเงินรับรวม 2,000,000 บาทต่อปี ธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
หากเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเพื่อใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงทางภาษีต่อไป
ทั้งนี้ การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีอัตโนมัติ โดยเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษี รวมถึงข้อมูลรายได้อื่นๆ เพื่อพิจารณาว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ธุรกรรมที่เข้าข่ายต้องนำมาพิจารณาจะเป็นรายการ “เงินเข้า” เช่น การโอนเงินเข้าบัญชี, การฝากเงินสด, การรับเงินจากลูกค้า, การรับเงินจากแพลตฟอร์มออนไลน์, การรับเงินผ่าน e-Wallet หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะนับรวมทุกบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน และรวมจำนวนครั้งทั้งหมดในรอบปีภาษี
อย่างไรก็ตาม เงินที่โอนเข้าบัญชี ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “รายได้” ทั้งหมด เช่น เงินโอนจากครอบครัว, เงินคืนจากเพื่อน, เงินกู้ยืม และเงินหมุนเวียนส่วนตัว กรณีเหล่านี้ หากสามารถชี้แจงที่มาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีเพิ่มเติม
กรณีตัวอย่าง
| กรณีตัวอย่าง | จำนวนครั้ง (ต่อปี) | ยอดเงินรวม (ต่อปี) | ผลการตรวจสอบ/รายงาน |
| แม่ค้าออนไลน์ A | 3,500 ครั้ง | 500,000 บาท | ถูกรายงาน (เพราะเกิน 3,000 ครั้ง) |
| พนักงานออฟฟิศ B | 450 ครั้ง | 2,500,000 บาท | ถูกรายงาน (เพราะครบทั้ง 400 ครั้ง และเกิน 2 ล้าน) |
| สายบุญ/สายหาร C | 500 ครั้ง | 1,200,000 บาท | ไม่ถูกรายงาน (จำนวนครั้งถึง แต่ยอดเงินไม่ถึง 2 ล้าน) |
| บุคคลทั่วไป D | 10 ครั้ง | 5,000,000 บาท | ไม่ถูกรายงาน (ยอดเงินถึง แต่จำนวนครั้งไม่ถึงเกณฑ์) |
เมื่อถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบต้องทำอย่างไร
เมื่อถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบควรเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่ออำนวยความสะดวกกับเจ้าหน้าที่และเพื่อป้องกันเอกสารตกหล่นจนมีปัญหาตามมาได้ ซึ่งเอกสารที่ควรเตรียมโดยทั่วไปจะมีดังนี้
- บัตรประชาชน ใช้ในการยืนยันตัวตน
- หนังสือแจ้งการตรวจสอบ หนังสือที่กรมสรรพากรส่งมาแจ้งรายละเอียดการตรวจสอบ
- เอกสารแสดงรายได้ หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ และเอกสารใบเสร็จรับเงินค่าบริการต่าง ๆ เช่น ค่าเช่า ค่าดอกเบี้ย เป็นต้น
- เอกสารการซื้อขาย หากธุรกิจมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ
- สมุดบัญชีธนาคาร เพื่อแสดงรายการเงินเข้าออก
- เอกสารแสดงค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ เอกสารลดหย่อนภาษี เช่น ใบเสร็จค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเล่าเรียน
- เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาเช่า สัญญาซื้อขาย ทะเบียนพาหนะ
ค้าขายออนไลน์ อย่าลืมเสียภาษี เตือนสิ่งที่ไม่ควรทำ
- หลีกเลี่ยงการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การไม่ยื่นภาษีถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจถูกปรับย้อนหลังเป็นเงินจำนวนมากได้
- แจ้งข้อมูลเท็จ การให้ข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีเป็นความผิดทางอาญา
- ซ่อนรายได้ การไม่รายงานรายได้ทั้งหมดจะถูกนับเป็นการทำผิดกฎหมาย