BAM ชง “คลัง–ธปท.” ขยาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ปลดล็อกหนี้ “เอสเอ็มอี”

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

21 มกราคม 2569

BAM ชง “คลัง–ธปท.” ขยาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ปลดล็อกหนี้ “เอสเอ็มอี”

วันนี้ (20 ม.ค.69) ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า BAM เตรียมเสนอให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อยอดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จะให้ขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปที่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอีขนาดเล็ก) โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินหนี้ในระดับไม่เกิน 5–20 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้เสียแล้วในปัจจุบัน

“เบื้องต้นได้พูดคุยกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. อยู่ระหว่างการดูในหลักการ และการกำหนดเงื่อนไขว่าสามารถทำได้ในกลุ่มหนี้วงเงินเท่าไหร่ เพื่อให้เป็นเกณฑ์ในการดำเนินโครงการต่อไป คาดว่าจะได้เห็นเกณฑ์ออกในช่วงกลางเดือน ก.พ.นี้ โดยให้ทุก AMC เข้าร่วม”

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

ทั้งนี้ คาดว่ารูปแบบโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ มองว่าแนวคิดการทำ “แฮร์คัต” หรือการปรับลดหนี้ โดยระบุว่าลูกหนี้รายย่อย อาจได้รับส่วนลดหนี้ในระดับประมาณ 50% ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี อาจได้รับส่วนลดหนี้ที่ประมาณ 30% ของเงินต้น เมื่อบริษัทหักค่าดำเนินการต่างๆ แล้ว ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ดร.รักษ์ กล่าวว่า โดยหากดูจำนวนเอสเอ็มอีปัจจุบันประเทศไทย พบว่าเป็นนิติบุคคลอยู่ในระบบประมาณ 1.5 ล้านราย และอยู่นอกระบบอีกประมาณ 1.7 ล้านราย ขณะที่ลูกหนี้ที่อยู่ในการดูแลของ BAM มีประมาณเกือบ 300,000 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีเกือบ 100,000 ราย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะรายใหญ่ แต่กระจายอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมาก

ดังนั้น การเลือกช่วยกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กก่อน เป็นแนวทางที่เหมาะสมทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงสังคม เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้เงินไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านบาท แต่ให้ผลลัพธ์ในวงกว้าง และช่วยลดแรงเสียดทาน หรือกระแสในสังคมที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการช่วยเหลือรายใหญ่

ทั้งนี้ สิ่งที่ BAM ทำคือการช่วยลูกหนี้ให้มีโอกาสกลับมาสู่ระบบการเงินอีกครั้ง เมื่อลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และสามารถผ่อนชำระได้ครบอย่างน้อย 12 งวดตามเงื่อนไข ก็สมควรได้รับโอกาสในการ “ไปเกิดใหม่” หรือกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติอีกครั้ง เหล่านี้คือการให้โอกาสที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ใช่การยกหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข

“ระบบข้อมูลลูกหนี้เปรียบเสมือนนรกที่เต็มไปด้วยบันทึกพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีต ขณะที่ BAM ทำหน้าที่เสมือนท้าวเวสสุวรรณ ผู้คุมนรก คอยเฝ้าดูว่าลูกหนี้รายใดมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และรายใดควรได้รับโอกาสกลับมาใช้ชีวิตทางการเงินตามปกติ”

ดร.รักษ์ กล่าวว่า ภาพของหนี้เสียในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานแล้วที่เปรียบเสมือน “สึนามิหนี้” ได้เกิดขึ้นมานานก่อนหน้านี้ เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมา มีการใช้คำว่า SM หรือสินเชื่อที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หรือหนี้ที่ลูกหนี้เริ่มมีปัญหาค้างชำระ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นหนี้เสีย (NPL) มาเป็นเหมือน “สติ๊กเกอร์” แปะทับหนี้ที่ในความเป็นจริงได้เสียไปแล้ว ทำให้ตัวเลขหนี้เสียที่ปรากฏออกมาดูต่ำกว่าความเป็นจริง

ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์หนี้ในระบบว่าเป็นเหมือน “น้ำรอระบาย” ที่ท่วมขังและเน่าเสียมานาน ไม่ใช่น้ำใหม่ที่เพิ่งท่วมเข้ามา หากไม่มีการเปิดทางระบาย น้ำเสียเหล่านี้ก็จะสะสมและส่งกลิ่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ

ในมุมมองของ ดร.รักษ์ หน้าที่ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) คือการระบายน้ำเน่าออกจากระบบ หรือการนำลูกหนี้ที่เปรียบเสมือน “สัมภเวสี” กลับไปเกิดใหม่ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ควรทำหน้าที่เติม “น้ำดี” หรือสินเชื่อใหม่เข้าสู่ระบบเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้

“อย่างไรก็ตาม หากแบงก์จะขายหนี้เสียของลูกค้าเอสเอ็มอี ก็สามารถขายให้กับ BAM หรือ AMC ที่อื่นๆ ได้ หากมีการออกโครงการนี้ออกมา ซึ่งในส่วนของ BAM มีการทำงานร่วมกับหลายธนาคารในการจัดการปัญหาหนี้เสียของลูกค้า เพื่อส่งให้ BAM ทำธุรกิจต่อไป”

ดร.รักษ์กล่าวว่า ปัจจุบัน BAM ได้ปิดดีลอย่างไม่เป็นทางการกับ 2 สถาบันการเงิน เพื่อตั้งตั้งกิจการร่วมค้า (JV AMC) แล้ว และจะมีการตั้ง 2 บริษัทขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีธนาคารต่างชาติด้วย แต่เข้ามาในลักษณะการว่าจ้าง BAM เข้าไปบริหารพอร์ตในธุรกิจช่วงระยะสั้นประมาณ 5–7 ปี และแบ่งผลกำไรร่วมกัน

ในด้านการรับซื้อหนี้เสีย ดร.รักษ์ กล่าวว่า BAM มีนโยบายปรับลดงบประมาณการซื้อหนี้ใหม่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีนี้จะใช้งบประมาณประมาณ 3,000–5,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่เคยซื้อสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท เหตุผลสำคัญคือ BAM มองว่าปริมาณหนี้ที่มีอยู่ในมือขณะนี้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการต่อไปได้อีกอย่างน้อย 3 ปี

“ขณะเดียวกัน ในช่วงนี้ BAM มีการซื้อหนี้เพิ่ม เพื่อส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่า BAM ยังทำธุรกิจเคลื่อนไหวอยู่ในตลาดบริหารสินทรัพย์ และยังคงดำเนินธุรกิจตามกลไกปกติ ไม่ได้หยุด หรือชะลอจนผิดสังเกต โดยการซื้อขายทั้งหมดจะเป็นแบบ True Sales ตามราคาตลาด ไม่มีการใช้ตั๋วแลกเงิน หรือกลไกซ่อนเร้นในการทำธุรกิจ”