กรมการค้าภายใน เผย ธงฟ้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพกว่า 15,000 ล้านบาท เดินหน้าต่อดูแลสินค้าเกษตรกร

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

13 ธันวาคม 2567

กรมการค้าภายใน เผย ธงฟ้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพกว่า 15,000 ล้านบาท เดินหน้าต่อดูแลสินค้าเกษตรกร

วันนี้ 13 ธ.ค.67 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน แถลงผลงานครบรอบ 70 วัน โดยมีมีทั้งหมด 3 ประเด็นใหญ่ ในเรื่องของการกำกับดูแลสินค้าการเกษตร ทั้งข้าวโพด ข้าว มันสำปะหรัง ปาล์ม และสินค้าเกษตรอื่นๆ พร้อมติดตามสถานการณ์การซื้อขายข้าว และปัญหาสินค้าทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

แผนการดำเนินงานสินค้าการเกษตร
มันสำปะหลัง : ติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมดันมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 2567/68 มาตรการกำกับดูแลการรับซื้อ การขยายตลาดส่งออกมันเส้นและแป้งมัน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ : จะยึดมาตรการรับซื้อผลผลิตในประเทศให้หมดก่อน รวมถึงการใช้มันสำปะหลังและปลายข้าวทดแทนการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการขานรับแนวทางดังกล่าว เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตรในประเทศ ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและการขนย้ายสินค้าเกษตรผ่านแดนอย่างต่อเนื่อง ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร การแจ้งปริมาณสินค้าที่มี รวมทั้งตรวจสอบการขออนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตร เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า การลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศ ทำให้เกิดความปั่นป่วนในระบบราคาสินค้า รวมทั้งขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ ด่านตรวจศุลกากร ตรวจติดตามการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแนวเขตพื้นที่ชายแดน

ปาล์มน้ำมัน : มีการติดตามสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันทั้งผลผลิตและสกัด จนถึงการนำไปทำเป็นน้ำมันปาล์มขวด รวมทั้งขอความร่วมมือชะลอการส่งออก การเข้าดูแลโมเดิร์นเทรดหรือห้างสรรพสินค้า ไม่ให้มีการปรับราคาจำหน่าย ในส่วนของสินค้าที่เป็นสต็อกเก่า พร้อมผลักดันการใช้น้ำมันถั่วเหลือง สำหรับกลุ่มผู้ใช้ในครัวเรือนให้ใช้น้ำมันถั่วเหลืองสลับกับน้ำมันปาล์มในช่วงที่ผลผลิตออกมาน้อย และยังได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 จัดการอบรมเจ้าหน้าที่กำกับดูแลผู้ประกอบการ ลานเทในพื้นที่ ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ห้ามมิให้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อทำให้ผลปาล์มน้ำมันร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ได้เตรียมประสานนำน้ำมันปาล์มราคาประหยัดไปจำหน่าย เพื่อเป็นการช่วยเหลือผ่านกลไกของร้านธงฟ้า

ในส่วนของสินค้าเกษตร ที่กำลังจะมีผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง 1-3 เดือนนี้ คือ หอมแดง ได้ติดตามสถานการณ์และเตรียมแผนก่อนช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วง ม.ค. – มี.ค. โดยเชื่อมโยงเจรจาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ผ่านสัญญาข้อตกลงมาตรฐาน รวมทั้งรับซื้อและกระจายผลผลิต นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงกฎหมายการค้าข้าว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้ามาเป็นผู้ส่งออกข้าวเพิ่มมากขึ้น

การลดค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ ได้จัดทำโครงการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามนโยบายของรัฐบาล ร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่ โดยได้จัดโปรโมชั่น ลดราคาสินค้า ผ่านร้านชุมชนกว่า 140000 ร้านค้า คาดว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพ ให้กับประชาชนได้ถึง 14400 ล้านบาท สำหรับในช่วงเทศดกาลกินเจที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรม อิ่มบุญ ราคาประหยัด ลดราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ ลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ถึง 750 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ถึง 2250 ล้านบาท

ในส่วนของนโยบาย “ธงฟ้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางภาคเหนือและภาคใต้ ได้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ และนำสินค้าจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร ในพื้นที่จังหวัด กว่า 500-1,000 รายการ นำมาลดราคา สูงสุด 60% พร้อมจัดถุงยังชีพส่งลงพื้นที่น้ำท่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งประสานงานไปยังห้างค้าปลีกค้าส่งให้เตรียมสต๊อกสินค้า วัสดุก่อสร้าง สินค้าซ่อมแซมบ้าน สินค้าทำความสะอาดบ้านเรือน ให้มีจำหน่ายอย่างเพียงพอ ไม่ให้ของขาด ไม่ให้แพง และไม่ให้มีการกักตุนสินค้า ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือขายสูงเกินสมควร ในช่วงวิกฤติที่จะเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย

พร้อมนำเสนอแผนที่จะทำต่อไป คือ “พาณิชย์ลดราคา New Year Maga Sale 2025” ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มพิเศษทั่วประเทศข้ามปีในเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่ ธ.ค. 67-ม.ค. 68 รวม 46 วัน โดยระหว่างวันที่ 17-19 ธ.ค. 67 จะเปิดตัวที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนอกจากลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและกระตุ้นกำลังซื้อให้ประชาชน

สุดท้ายเรื่องการรีแบรนด์ ธงฟ้า จะมีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคฉลาดเลือก ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้มากขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานงานช่างตวงวัดให้เป็นสากล จะพัฒนาให้ทัดเทียบกับต่างประเทศ เช่น เยอรมัน เกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในการใช้มาตรฐานเดียวกันกับของไทย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดขั้นตอน โดยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านเทคนิคชั่งตวงวัดระหว่าง ไทย-ลาว เมื่อ 8 ต.ค. 67 และจะยกระดับงานชั่งตวงวัดของไทย กับราชอาณาจักรกัมพูชา และฟิลิปปินส์ในลำดับถัดไป ซึ่งจะมีการแต่งตั้งหน่วยตรวจ Outsources ให้ภาคเอกชนดำเนินการการตรวจสอบให้คำรับรองแทนพนักงานเจ้าหน้าที่