อึ้ง! เศรษฐกิจไทยป่วยหนัก เปิด 3 จุดอ่อน กดจีดีพีโตไม่ถึง 1%
ต้นกุมภาฯ อีจัน
9 กันยายน 2567

วันนี้ (10 ก.ย.67) ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 4/67 หรือไตรมาสสุดท้ายของปี 67
โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนกับการเดินลงบันไดไปเรื่อยๆ แม้หน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์วาเศรษฐกิจจะขยายตัวมากขึ้น แต่เป็นในแง่การเปรียบเทียบตัวเลขช่วงปีต่อปี ซึ่งจะเห็นการขยายตัวของตัวเลขมากขึ้นจากปัจจัยเรื่องฐานที่ต่ำในปีก่อน
แต่หากเปรียบเทียบรายไตรมาสจะเห็นว่าไตรมาส 2/67 เศรษฐกิจไทยย่อตัวลง จากไตรมาส 1/67 ที่ตัวเลขขยายตัวได้มากกว่า 1% มาไตรมาสที่ 2/67 จะขยายตัวได้น้อยกว่า 1% และคาดการณ์การขยายตัวได้น้อยลงเรื่อยๆ จากไตรมาส 3/67 ไปไตรมาส 4/67 สะท้อนเห็นถึงการแผ่วลงของเศรษฐกิจชัดเจน

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด
“เศรษฐกิจโตช้าลงมาจาก 2 ปัจจัยหลัก จากที่ผ่านมา เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ส่วนหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งโครงสร้างบอกว่าเราแก่ และเราก็วิ่งไม่ได้เร็วเท่าเดิม แต่สิ่งที่เห็นต่อไปไม่ใช่แค่แก่อย่างเดียว แต่จะป่วยมากขึ้นด้วย”ดร.สมประวิณกล่าว
ดร.สมประวิณ กล่าวว่า คำว่าป่วยมากขึ้นมาจากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเป็นผลมาจากวัฏจักร หากมองย้อนไปในอดีตเป็นปัญหาเรื่องของโครงสร้าง แต่มองไปข้างหน้าจะมีผลของวัฏจักรที่จะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจหมุนลง โดยเห็น 3 จุดเชื่อม คือ 1.การเชื่อมโยงที่หมุนตัวลงระหว่างอุปทานและอุปสงค์ จากภาคการผลิตที่ลดลง กำลังการผลิตลดลง ส่งผลให้การจ้างงานลดลง และรายได้แรงงานลดลง ทำให้การใช้จ่ายน้อยลงตาม ส่งผลให้การขายสินค้า และการผลิตลดลงตามอีกทอด
2.วงจรเศรษฐกิจและภาคการเงิน เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ระบบสถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลให้เงินที่หมุนในระบบเศรษฐกิจน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจแย่ตาม

3.ผลจากการคาดการณ์ในอนาคตมีผลกระทบกับกำลังซื้อ เนื่องจากมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นอาจทำให้ชะลอการลงทุน หรือไม่ใช้จ่าย ซึ่งผลจากการคาดการณ์ที่คิดว่าจะไม่ดีอาจจะเกิดขึ้นจริงได้ เป็นวงจรทางความคิดที่ทำให้เกิดขึ้นจริงได้
“3 จุดเชื่อมโยงนี้เป็น 3 วงจรที่ซ้อนกัน ทำให้เศรษฐกิจหมุนลงเร็วขึ้น และทำไมถึงคิดว่าการทำนโยบายการเงินผ่อนคลายถึงจะมีความสำคัญ เพราะจะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่เข้าไปเสริมสภาพเศรษฐกิจได้”ดร.สมประวิณกล่าว
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย คือ การทำให้ระบบสถาบันการเงินต้องการปล่อยกู้มากขึ้น โดยปกติเมื่อมีการลดดอกเบี้ยจะกระตุ้นทั้งดีมานด์ที่คนอยากกู้ เพราะต้นทุนถูก และกระตุ้นซัพพลาย เพราะธนาคารบอกว่าต้นทุนการให้กู้ถูกจึงต้องปล่อยกู้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำให้นโยบายการเงิน หรือสภาพการเงินในระบบผ่อนคลาย
ข่าวน่าสนใจอื่น
ดร.สมประวิณ กล่าวว่า ช่วงปลายปี 67 โดยรัฐบาลอาจจะมีมาตรการของขวัญปีใหม่ 68 ให้กับคนไทย ซึ่งมาตรการของขวัญปีใหม่ที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่มาตรการที่ให้แล้วจบไป แม้ปัจจุบันจะมีคนต้องการ แต่ก็มีคนส่วนใหญ่รู้แล้วว่าการให้แล้วจบไปก็คือจบ ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดคือการบอกว่ามาตรการแก้ปัญหาระยะยาวด้วยวิธีใด
โดยของขวัญไม่เรื่องที่จะบอกว่าทำอะไรในระยะสั้น แต่ควรบอกว่าระยะยางจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ด้วยนโยบายอะไร ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ ขณะเดียวกัน ด้านนโยบายทางการเงิน ยังประเมินไม่ได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยหรือไม่
“การลดดอกเบี้ยไม่รู้ได้หรือไม่ได้ แต่ถ้ามีการลดเซนติเมนต์จะขึ้นทันที เพราะทุกคนรู้ว่ามีบางคนพยายามช่วยอยู่ จะช่วยได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่มีหมอมาช่วยปั๊มยังดีกว่าไม่มี อีกทั้งการลดดอกเบี้ยเป็นการแสดงให้เห็นว่าการสื่อสารถึง 1.ปัญหา 2.วิธีการแก้ปัญหา 3.ระยะเวลาและการคาดหวัง ซึ่งช้าได้แต่เซยติเมนต์เปลี่ยนแน่นอน เพราะทุกคนช่วยให้ดีขึ้น”ดร.สมประวิณ กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ธปท.อาจลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เหลือของปี 67 ที่ 1 ครั้ง อัตรา 0.25% และช่วงต้นปี 68 อีก 1 ครั้ง ที่ 0.25% รวมเป็น 0.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% ในปี 68 จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.50%
ดร.สมประวิณกล่าวว่า สำหรับความท้าทายปี 68 เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจจีน จากการเข้ามาในไทยอยากหนักในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัญหา แต่เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ ทำให้ไทยโดนผลกระทบไปด้วย
“ในจีนมีปัญหาโอเวอร์ซัพพลายได้พยายามจัดการแล้ว แต่จัดการไม่หมด จึงมีการผ่องถ่ายมาที่ไทย อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับจีนสามารถทำได้ เพราะถ้าจีนทำให้ไทยตาย จีนก็ตายด้วย เพราะไทยไม่มีเงินใช้จ่าย ดังนั้น การทำนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอนาคตจึงสำคัญ ซึ่งการพูดคุยเข้าใจถึงปัญหาของจีน และต้องมีวิธีการที่ทำอย่างไรให้ไทยไม่ตายไปด้วย”ดร.สมประวิณกล่าว
