‘เอกนิติ’ ดันไทยช่วยไทยพลัส อุ้ม 43 ล้านคน จ่อชงครม. เคาะ 19 พ.ค. 69

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

3 ชั่วโมงก่อนหน้า

‘เอกนิติ’ ดันไทยช่วยไทยพลัส อุ้ม 43 ล้านคน จ่อชงครม. เคาะ 19 พ.ค. 69

วันนี้ (5 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า กระทรวงการคลังตั้งใจจะนำโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มารวมเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน คาดว่าจะครอบคลุมประชาชน 43 ล้านคน เพื่อให้การช่วยเหลือตรงเป้าหมายและลดความซับซ้อนในการลงทะเบียนโดยแบ่งรูปแบบการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยมาก ประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงในลักษณะการเยียวยาโดยไม่ต้องสมทบเงิน ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่พอมีกำลังซื้อ ประมาณ 30 ล้านคน จะใช้โมเดลการสมทบเงินในลักษณะ 60:40 หรือรัฐช่วยอุดหนุน 60% ฝั่งประชาชนออกเอง 40% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายไปพร้อมกัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

“ตอนนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างสรุปงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้ ซึ่งอาจไม่ได้ใช้เงินจากพ.ร.ก. กู้เงินเพียงอย่างเดียว แต่สามารถดึงงบกลางหรืองบประมาณที่เหลือจากการจัดซื้อจัดจ้างมาสมทบได้ตามความเหมาะสม ต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอีกครั้ง” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ดีคาดว่าจะเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงิน ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. วงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นโครงการแรก หากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว จะเสนอ ครม. อนุมัติทันทีในช่วงวันที่ 19 พ.ค. เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ในวันที่ 1 มิ.ย.

ส่วนขั้นตอนการเดินหน้าออกพ.ร.ก.กู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อปรับปรุงแผนการก่อหนี้ใหม่ สอดคล้องกับวงเงินกู้ใหม่ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน จากนั้น วันที่ 12 พ.ค. 2569 นำแผนการจัดการหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2569 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง และวันที่ 14 พ.ค. 2569 รัฐบาลเตรียมเข้าชี้แจงรายละเอียด พ.ร.ก. กู้เงิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะเริ่มพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามา

นายเอกนิติ กล่าวว่า วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1.  วงเงิน 2000,000 ล้านบาทแรก ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบโดยตรงให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

2.  วงเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” (Energy Transition) มุ่งเน้นการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 7% ของ GDP ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก

“การกู้เงินครั้งนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีข้อยุติ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ หากไม่รีบตัดวงจรนี้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อของประชาชน และจากการประเมินแล้วว่าการกู้เงินดังกล่าวจะไม่ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกินเพดานที่ 70% เพราะหากกู้เติมวงเงิน 400,000 ล้านบาทจะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 69% ในปี 2570 และหากการใช้เงินกู้สามารถกระตุ้นจีดีพีให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย สัดส่วนหนี้จะค่อยๆ ลดลงในภายหลัง”

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อให้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเป็นไปอย่างโปร่งใส จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และมีคณะกรรมการติดตามประเมินผลที่มีคนนอกเป็นประธานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนใช้ โดยใช้หลักการ 5Ts ได้แก่

Targeted โครงการต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประชาชน กลุ่มผู้ประกอบการ หรือโครงการพลังงานสะอาด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ไม่ใช่การนำไปใช้ทำทุกอย่างแบบกว้างๆ เหมือนในอดีต

Transition เน้นโครงการที่ช่วยปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกู้เงินก้อนนี้

Transform มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

Transparency คือหัวใจหลักของการตรวจสอบ โดยจะมีการ เปิดเผยข้อมูลโครงการและผู้เสนอโครงการทั้งหมดผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบและตรวจสอบได้

Together เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเสนอไอเดียและความต้องการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เราจำเป็นต้องดูแลประชาชนในช่วงที่ยากลำบากนี้ ซึ่งขณะนี้ประเทศเผชิญวิกฤตพลังงาน หากนำเงินไปเยียวยาเพียงอย่างเดียว อาจจะก้าวข้ามได้ แต่หากไม่มีการแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานเลยนั้น หากน้ำมันปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก ผลกระทบก็สูงขึ้น ฉะนั้น เราจึงต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนให้เร็ว

“เรากำลังเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานทั้งประเทศ ซึ่งขอให้รอดูโครงการที่เข้ามาจะเห็นว่าเราใช้เงินทั้ง 2 ส่วน ทั้งการบรรเทาภาระประชาชน และเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานด้วย เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการกู้เงินมาแจกเพียงอย่างเดียว และไม่ได้อะไรเลย ยืนยันว่า จะสามารถแก้ปัญหาได้”  นายลวรณ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ภายใน 1 ปีได้หรือไม่นั้น นายลวรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับธนาคารโลก เพื่อมุ่งไปสู่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะนี้เรามีแซนด์บ็อกซ์เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำโมเดลจากธนาคารโลก มาใช้พัฒนาประเทศไทยช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะเห็นรายละเอียดเร็วๆ นี้