ไทยวิกฤติสังคมสูงวัย! ผวาคนเกิดน้อย-ตายเยอะ วัยสร้างตัว “ไม่คิดมีลูก”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
1 ชั่วโมงก่อนหน้า

วันนี้ (25 เม.ย.69) วิจัยกรุงศรี “สำรวจชีวิตและแนวคิดคนโสด” ระบุข้อมูลจากกรมการปกครองระบุว่าจำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2568 อยู่ที่เพียง 275,659 คู่ เทียบกับทศวรรษก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิดที่เฉลี่ยราว 307,000 คู่ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ปี 2568 ยังเป็นปีที่ไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงาน สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ในส่วนของ การเกิดปี 2568 จำนวน 416,574 คน เป็นจำนวนที่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 การเสียชีวิตในปี 2568 พบว่าจำนวน 559,684 คน นับเป็นจำนวนการเสียชีวิตมากกว่าการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่สะท้อนถึงค่านิยม ข้อจำกัด และการตัดสินใจที่ซับซ้อนของประชากรในแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกัน โดยได้ส่งแบบสอบถามที่มุ่งเน้นสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีอายุตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 2,202 คน ผ่านช่องทางออนไลน์
ผู้ตอบแบบสำรวจกลุ่มใหญ่ที่สุด 41% ระบุว่าตนเองมีสถานะ “โสด” รองลงมาคือผู้ที่สมรสแล้วซึ่งมีประมาณ 38% (รวมที่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนสมรส) กลุ่มที่เหลือคือผู้ที่มีแฟน/คู่รัก แต่ยังไม่ได้สมรส (17%) และผู้ที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้าง (4%)
สำหรับการสร้างครอบครัวพบว่ามีผู้ตอบฯ 32% ที่มีลูก และในกลุ่มนี้มากกว่าครึ่งมีลูกเพียงคนเดียว นอกจากนี้เมื่อแบ่งตามกลุ่มอายุ พบว่า สัดส่วนผู้มีลูกเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นโดยวัยเข้าใจชีวิต (50+ ปี) เป็นกลุ่มที่มีลูกมากที่สุด (50%) ทั้งนี้ การที่วัยมั่นคง (40-49 ปี) (36%) และวัยสร้างตัว (24-39 ปี) (22%) มีสัดส่วนผู้มีลูกน้อยกว่า อาจเป็นผลจากช่วงอายุที่ยังน้อย หรืออาจสะท้อนแนวโน้มการมีบุตรที่เปลี่ยนไปในคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ 32% ของวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ที่เป็นวัยสร้างครอบครัว ยืนยันว่า “ไม่คิดจะมีลูก” ซึ่งผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในวัยสร้างตัว โดยอีก 27% ยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ และมีเพียง 19% ที่ยังไม่มีลูกแต่ยืนยันว่าต้องการมีลูกในอนาคต นอกจากนี้ เพศหญิงมีสัดส่วนของผู้ที่ “ไม่มีลูกและไม่คิดจะมีลูก” สูงถึง 38% ซึ่งสูงกว่าเพศชายที่สัดส่วนอยู่ที่ 29% ซึ่งอาจสะท้อนว่าภาระการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตรมักตกอยู่กับผู้หญิงมากกว่า และยังตอกย้ำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยที่มีแนวโน้มอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง
ในมิติของภาครัฐและโครงสร้างสังคม ผลสำรวจในครั้งนี้พบว่า เกือบ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ “ไม่มีลูกและไม่คิดจะมีลูก” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเพศชายอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงภาระในการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรที่ยังคงตกหนักอยู่ที่ฝ่ายหญิงเป็นหลัก
ดังนั้น หากภาครัฐสามารถปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและตลาดแรงงานให้เอื้อต่อสตรีที่ต้องการตั้งครรภ์ และช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เพศหญิง และอาจช่วยชะลอปัญหาสังคมสูงอายุที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ได้
ขณะที่ในภาคประชาชน การเตรียมความพร้อมระดับบุคคลถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด เราจึงควรให้ความสำคัญกับการออมเงินและวางแผนการลงทุนในระดับบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในวันที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ควบคู่ไปกับการแสวงหาความรู้อยู่เสมอเพื่อเท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือการรักษาสุขภาพทั้งกายและใจ โดยเฉพาะการใส่ใจสุขภาพจิต ซึ่งเป็นมิติที่มักถูกมองข้ามในการวางแผนของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
หากสามารถสร้างสมดุลได้ในทุกมิตินี้ ไม่ว่าจะโสดหรือมีครอบครัว เราก็จะสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขได้ ท่ามกลางโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป