โซเเชียล แห่แชร์ โพสต์สุดท้าย “น้องเบนซ์” เหยื่อถังดับเพลิงระเบิด
อีจัน
24 มิถุนายน 2566

โซเชียลแห่แชร์ โพสต์สุดท้ายของ “น้องเบนซ์” นักเรียนชั้น ม.6 เหยื่อถังดับเพลิงระเบิด ได้เล่าเรื่องราว “การบริหารเงินของตัวผม”
เหตุสลดสุดสัปดาห์ ถังดับเพลิงระเบิดใน รร.ราชวินิตมัธยม

ภายหลังจากที่ น้องเบนซ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนราชวินิต มัธยม เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ถังดับเพลิงระเบิด ขณะซ้อมดับเพลิงในโรงเรียน
เพื่อนๆ ได้มีการเปิดเผยเรื่องราวของ น้องเบนซ์ ว่าเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “วางแผนเรื่องเงินๆ” ให้ความรู้เรื่องการออมเงิน ซึ่งตอนในโซเชียลเข้าไป แสดงความเสียใจ พร้อมทั้งชื่นชมน้องเบนซ์

โดยโพสต์สุดท้าย ในเพจเฟซบุ๊ก “วางแผนเรื่องเงินๆ” เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 66 น้องเบนซ์ ได้เล่าเรื่องราว “การบริหารเงินของตัวผม” ข้อความระบุว่า…
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตามที่ผมได้ให้สัญญาไว้บทความในครั้งนี้จะเกี่ยวกับ “การบริหารเงินของตัวผม”
ซึ่งประสบการณ์ของผมนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยเด็กจวบจนปัจจุบันครับ ผมจะขอเล่าย้อนไปในช่วงวัยเด็ก สมัยนั้นเด็กๆทุกคน ถูกพร่ำสอนการจัดการเงินด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือรายได้ – รายจ่าย = เงินออม ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ได้ครับ แต่หากเราใช้เงินที่ได้มานั้นหมดล่ะ แล้วเงินออมของเราจะเพิ่มพูนขึ้นจากเดิมได้อย่างไร
และหากเด็กๆเหล่านั้น มีของที่อยากได้ล่ะ ไม่ว่าจะเป็น ของเล่น ขนมหลายห่อ หรือแม้กระทั่งการใช้เงินไปกับความพอใจต่างๆ และวัยเด็กของผมนั้นก็ใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่กล่าวมา ซึ่งทำให้ผมในบางวันในแต่ละเดือน ไม่มีเงินที่จะนำมาใช้ซื้ออาหาร ตรงจุดนี้แหละครับทำให้ผมตระหนักเรื่องเงินออม หรือโดยส่วนตัวผมเรียกมันว่า “เงินกันตาย”
เงินที่ผมจะเก็บออมนั้น จะเป็นเงินที่ใช้ยามฉุกเฉินซะส่วนใหญ่ในช่วงนั้น แต่ผมก็มีเก็บเพื่อที่อยากจะเห็นตัวเงินมีเยอะขึ้นจนพอใจ ในวัยเด็กผมบริหารเงินโดยถือคติว่า “เงินที่เสียไปจะไม่เป็นไรหากเราได้เงินมามากกว่า” หมายความว่า หากผมใช้เงินไป 50 บาท และผมได้เงินเพิ่ม 100 บาท = ผมไม่เสียเงิน ใช่ครับมันเป็นวิธีคิดที่ไม่น่าดูชมเลยล่ะครับ
และจุดเปลี่ยนมาถึง เมื่อผมอายุ 11-13 ปี ผมตระหนักได้มากขึ้น และผมมีความตั้งใจที่จะออมเงินให้ได้ 10,000 บาท ในตอนที่จบ ป.6 ใช่ครับ ผมสำเร็จในการเก็บเงินตามเป้า จากความตั้งใจและมุ่งมุ่นมากพอ และหลังจากนั้นผมก็ได้เข้าสู่โลก “การเงินและการลงทุน”
ในช่วงแรกเมื่อผมได้เข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องการเงินในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจหลักพื้นฐาน ทำให้ผมได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวผมในวัยเด็ก เคยคิดเรื่องการจัดการเงินนั้น มีทั้งถูกและควรปรับปรุง
หลังจากที่ผมมีความรู้ ในเรื่องการจัดการเงิน บริหารเงิน ผมไม่รอช้าได้นำวิธีต่างๆมาปรับใช้เรื่อยมา ลองวิธีการต่างๆที่คิดว่าดี จนกระทั่งผมค้นพบวิธีที่เรียกว่า “ไห 6 ใบ” ซึ่งวิธีเหล่านี้แบ่งได้หลายแบบใคร ต้องการไหกี่ใบในการจัดการเงิน โดยขั้นต่ำแล้วจะมีไห 4 ใบ “ไห 6 ใบ” หมายถึง การแบ่งเงินก้อนหรือรายได้ของเราออกเป็น 6 ส่วนดังนี้
1. ใช้ประจำวัน
2. ออมเงิน
3. ลงทุน
4. การศึกษา
5. บริจาค
6. ใช้ตามใจ
โดยแบ่งออกเป็นสัดส่วนตามนี้ครับ – 55% , 10% , 10% , 10% , 5% , 10% ตามลำดับ
ซึ่งผมได้ปรับเปลี่ยน ให้เหมาะกับตัวผม ดังนี้ครับ – 55% , 15% , 5% , 5% , 5%, 15% = 100%
แต่ผมนั้นเปลี่ยนจากการบริจาคเป็นสุขภาพ โดยการจัดงเงินแบบนี้ ทำให้ผมนั้นเห็นตัวเงินได้ละเอียดยิ่งขึ้นว่า เรามีเงินแต่ละส่วนอยู่เท่าไหร่ ซึ่งจะต่างจากการใช้เงินเป็นก้อนเดียวกันเลย จะทำให้เราไม่รู้ว่ามีเงินในส่วนต่างๆ ที่สามารถใช้ได้อยู่เท่าไหร่
หลักการ “ไห 6 ใบ” ได้ทำให้ผมจัดการ และบริหารเงินที่ได้ต่อเดือนได้เป็นอย่างดี ผมได้เงินต่อเดือน 6,000 บาม ซึ่งเงินในส่วนนี้ผมต้องใช้จ่ายดูแลตัวเองในทุกวัน
บางท่านที่อ่านมาอาจสงสัยว่า เงินที่ผมได้ต่อเดือนรวมค่าอาหารในแต่ละมื้อไหม คำตอบคือผมต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับ อาหารการกินทุกมื้อ สิ่งของต่างๆ รวมทุกค่าอินเทอร์เน็ตต่างๆด้วย
ตัวผมเองทั้งหมดในแต่ละเดือน หลักการ “ไห 6 ใบ” จึงเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับผมในตอนนี้ที่ดีที่สุด ผมมีเงินออมประจำต่อเดือน ที่ต้องแยกทันทีหลังได้เงินเดือน จากนั้นผมจะนำไปจัดสรรไว้ในส่วนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
วิธีการนี้เหมาะกับผู้คน ที่ได้รับเป็นเงินก้อนไม่จะเป็น ต่อสัปดาห์ หรือ ต่อเดือน ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน ผมอาจลืมบอกไปว่า ตัวผมในตอนนี้เป็นนักเรียนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความสนใจด้าน การเงินและการลงทุนรวมถึงความรู้ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
และสุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่อ่านเรื่องราวการจัดการเงินของผม ขุมทอง เปรมมณี (เบนซ์) ในบทความถัดไปจะเกี่ยวกับเรื่องใด ขอให้ทุกท่านโปรดตั้งตารอคอยได้เลยครับ
ทั้งหมดที่เราได้อ่าน นี่คือความคิดของ เด็ก ม.6 ค่ะ
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “น้องเบนซ์” ด้วยนะคะ