ปธน.อิหร่าน ตั้งคำถาม! สงครามตะวันออกกลาง ชาวอเมริกันได้อะไร? 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

2 เมษายน 2569

ปธน.อิหร่าน ตั้งคำถาม! สงครามตะวันออกกลาง ชาวอเมริกันได้อะไร? 

ปธน.อิหร่าน ตั้งคำถาม “ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?” 

วานนี้ (1 เม.ย.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวอเมริกัน เพื่อตั้งคำถามสำคัญว่านโยบาย “America First” หรือ อเมริกาต้องมาก่อน ยังคงเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ จริงหรือไม่? 
 
โดยระบุว่า สงครามกับอิหร่านไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อชาวสหรัฐฯ เลย พร้อมกระตุ้นให้สาธารณชน “มองให้ไกลกว่าวาทกรรมและการบิดเบือนที่ถูกสร้างขึ้น” เพื่อทบทวนมุมมองที่มีต่อประเทศอิหร่านเสียใหม่ 

ในจดหมายดังกล่าว เปเซชเคียน ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผลประโยชน์ข้อไหนของชาวอเมริกันที่ได้รับตอบแทนอย่างแท้จริงจากสงครามครั้งนี้? มีภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากอิหร่านที่เพียงพอจะใช้เป็นข้ออ้างในพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่?”  

การรับรู้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามนั้นแท้จริงแล้วคือ “ผลผลิตจากความต้องการส่วนตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจ” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรักษามหาอำนาจทางการทหารและอุตสาหกรรมอาวุธ โดยยืนยันว่าการกระทำของเตหะรานที่ผ่านมาล้วนเป็นการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม มากกว่าจะเป็นการเริ่มสงคราม เปเซชเคียน กล่าว 

เปเซชเคียน ระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถูกเข้าใจผิดอย่างรุนแรง โดยยืนยันหนักแน่นว่าอิหร่าน “ไม่เคยเลือกเส้นทางของการรุกราน การขยายอำนาจ การล่าอาณานิคม หรือการครอบงำ และไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อนเลยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”  

จดหมายฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะแถลงการณ์ต่อคนในชาติเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ขู่จะโจมตีอิหร่านให้กลับไปสู่ยุคหิน หากไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

เปเซชเคียน ทิ้งท้ายว่า ประชาชนชาวอิหร่านไม่ได้มีความเป็นศัตรูต่อชาติอื่น รวมถึงประชาชนในอเมริกา ยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่การที่สหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โรงงานพลังงานและอุตสาหกรรมยา ถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ที่ทำร้ายประชาชนโดยตรง การกระทำดังกล่าวนอกจากจะสร้างความไร้เสถียรภาพและเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาลแล้ว ยังเป็นการ “หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้น” ที่จะส่งผลกระทบยาวนานไปอีกหลายปี ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณของความสับสนทางยุทธศาสตร์มากกว่าการแสดงความแข็งแกร่ง