สุดสลด! เภสัชกร รพ.ดัง เจอหัวหน้า Toxic ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

31 ตุลาคม 2567

สุดสลด! เภสัชกร รพ.ดัง เจอหัวหน้า Toxic ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง 

เป็นเรื่องราวที่บีบหัวใจไม่น้อย หลังจากวานนี้ (30 ต.ค.67) เฟซบุ๊กเพจ “อีซ้อขยี้ข่าว : อีซ้อ” โพสต์เรื่องราวสุดสลดของเภสัชกรหนุ่ม โรงพยาบาลชื่อดัง ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากมีความกดดันในเรื่องการทำงาน ระบุว่า… 

“พี่ (ชื่อหัวหน้า) ครับ การที่ผมตัดสินใจต้องจากคนที่รักไปแบบนี้ ขอให้พี่รับรู้ไว้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตัวผมเองที่โชคร้ายต้องมาเจอหัวหน้างานอย่างพี่ที่ไม่เคยเปิดใจรับฟังอะไรทั้งสิ้น และชอบใช้วิธีบีบคั้น หรือกดดันเพื่อให้ลูกน้องลาออก เภสัชกรคนหนึ่งใน รพ. ชื่อดังแถวพระราม 9” 

พร้อมแนบภาพบทสนทนาระหว่างผู้เสียชีวิตกับหัวหน้างาน โดยหัวหน้าพยายามแนะนำให้เภสัชกรหนุ่มย้ายไปทำงานแผนกอื่น และแนะนำให้ลาออก เนื่องจากมองว่าลูกน้องไม่มีความสุขกับการทำงานกับตนเอง  

ทั้งนี้ ยังพบว่า เมื่อวาน (30 ต.ค.67) พี่สาวของผู้ตายได้โพสต์ภาพข้อความสุดท้ายของผู้ตายก่อนตัดสินใจจบชีวิตไว้ว่า… 

“ถึงทุกคนๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 

ขอบคุณจริงๆ ที่ได้ใช้เวลาด้วยกันนะ ทุกความทรงจำมีค่ามากจริงๆ ขอโทษถ้ายังติดค้างกับใครอยู่ ขอบคุณคนที่เคยช่วยเหลือเรามาตลอด เราทำตัวเองเองอะ เราเห็นแก่ตัวเอง อยากไปแบบมีความสุขตอนนี้ แต่ตอนนี้ แค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาต้องไปทำงาน เจอหน้าคน ที่ไม่เคยเห็นค่าเราก็เหนื่อยละ ไลน์ที่ทำงานก็ toxic จะไปต่อก็มีปัญหาหลายอย่าง สุดท้ายเราแค่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม มันไม่มีจุดหมายเท่าไหร่ 

ขอบคุณพ่อกับแม่ และพี่เมย์ คนที่รักมายด์จริงๆ ขอโทษที่ไม่ได้ทำอะไรให้เลยไม่เคยเป็นลูกที่ดีเท่าที่ควรเลย สร้างแต่ปัญหา แต่ผมรักแม่กะพ่อจริงๆ นะ พี่เมย์ด้วย ขอโทษที่รีบไปก่อนขอโทษจริงๆ ดูแลตัวเองกันด้วยนะ อโหสิกรรมให้เราหน่อยนะ  

หมูมายด์เอง เจอกันใหม่ชาติหน้า” 

ต่อมา พี่สาวของผู้ตายก็ได้โพสต์อีกว่า… 

“สวัสดีค่ะ นี่พี่สาวของน้องหมูมายด์นะคะ  

ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของน้อง และขอบคุณทางสื่อที่ลงข่าวเรื่องน้องนะคะ ทางครอบครัวอยากให้การจากไปของน้องเป็นไปอย่างสงบ และมีความสุขที่สุดในช่วงเวลานั้นอย่างที่น้องตั้งใจ  

จากกระแสข่าว ที่เกิดขึ้นในการจากไปของน้อง ที่๋ผ่านมาทางน้อง, รพ. และครอบครัว ได้พูดคุยและปรึกษาปัญหากัน ได้รับรู้และแก้ไขปัญหาให้กับทางเรื่องนี้ แต่น้องรักในอาชีพและองค์กรของน้องมากๆ จึงอยากพิสูจน์ตัวเองว่าน้องทำได้จึงไม่ได้ลาออก จึงขอทำงานนี้ต่อ และตัวน้องเองมีภาวะจากโรคซึมเศร้า ทำให้ภาวะการตัดสินใจของน้องเป็นไปตามอาการของโรค จากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างบุคคลที่เกิดขึ้นในการทำงาน ทางครอบครัวก็คิดว่าเจ้าตัวเขาคงรู้สึกผิดจากของการกระทำของเขาแล้ว   

จากนี้ทางครอบครัวของให้ทุกอย่างจบอย่างสวยงาม แบบที่น้องอยากให้เป็น ขอให้ทุกคนเคารพในการตัดสินใจเดินทางไกลอย่างสงบของน้องด้วยนะคะ น้องอยากจากไปแบบมีความสุข ทางเมย์และครอบครัว ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะ ที่แสดงความเสียใจกับการจากไปของน้อง และขอฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนนะคะ 

ตอนนี้ทางครอบครัวไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ กับทางสื่อใดๆ และขอบคุณที่ทางสื่อสนใจกับปัญหาเรื่อง Toxic ในที่ทำงานนะคะ” 

‘อีจัน’ ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจหลายๆ คนให้ระวังคำพูดกันด้วยนะคะ เพราะคำบางคำ มีผลต่อคนฟังมากจริงๆ อย่ารอเห็นค่ากันในวันที่สายไป 

ล่าสุด วันนี้ (31 ต.ค.67) โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก “Praram 9 hospital” เรื่องขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของบุคลากรในโรงพยาบาลพระรามเก้า ความว่า

โรงพยาบาลพระรามเก้าขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าในองค์กรและขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ทันทีที่โรงพยาบาลฯ ทราบถึงเหตุการณ์ คณะผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างใกลิด และได้ติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อแสดงความเสียใจอย่างจขริงใจ โดยยืนยันถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างยุติธรรมในทุกขั้นตอน

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้ล่าช้า เนื่องจากทางองค์กรจำเป็นต้องทำการรวบรวมข้อมูลที่มีความละอียดออ่อน อย่างรอบคอบ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงจิตใจของครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าแถลงการณ์นี้จะสะท้อนถึงความห่วงใยและการเคารพต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลฯ มีความยินดีที่จะดูแลและสนับสนุนครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ รวมถึงการดูแลและให้กำลังใจบุคลากรทุกคนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้โรงพยาบาลฯ ยังขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) เพื่อให้การดูแลซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง”