สงกรานต์พัทยาเดือด! ตำรวจเมา ชักปืนยิงประชาชนดับกลางวอล์กกิ้งสตรีท
ต่อ อีจัน
5 ชั่วโมงก่อนหน้า

เหตุสะเทือนขวัญกลางเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเจ้าของร้านกัญชาเสียชีวิต ภายในถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีท พัทยาใต้ จ.ชลบุรี

เมื่อเวลา 01.06 น. วันที่ 19 เม.ย. 69 พ.ต.ท.พีรยุทธ บริสุทธิ์ธรรม สารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุยิงกันบริเวณด้านหลังร้านกัญชา ภายในซอยวอล์กกิ้งสตรีท จึงรายงานผู้บังคับบัญชา พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา ก่อนนำกำลังเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบ นายภัทรธร อายุ 41 ปี เจ้าของร้านกัญชา ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. เข้าที่ใต้ราวนมด้านซ้าย 2 นัด อาการสาหัส นอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น เพื่อนและพนักงานช่วยกันปั๊มหัวใจก่อนกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบปลอกกระสุนตกอยู่ 2 ปลอก และพบอาวุธปืนในที่เกิดเหตุ พร้อมควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ทันที ทราบว่าเป็นตำรวจชุดสืบสวนในสังกัดเดียวกัน

พยานในที่เกิดเหตุให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาอย่างหนัก และชักปืนขึ้นมาข่มขู่ ก่อนลั่นไกยิงเข้าไปในร้าน 1 นัด แต่ไม่ถูกใคร จากนั้นผู้ตายพยายามเข้าห้าม พร้อมยกมือไหว้ขอให้หยุด แต่กลับถูกยิงใส่ 2 นัดจนล้มลง

ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต.จีระศักดิ์ หรือ “หมวดโจ้” อายุ 54 ปี รองสารวัตรฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ถูกแจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่น” และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฐานยิงปืนในที่สาธารณะ และพกพาอาวุธโดยไม่มีเหตุอันควร พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการทันที
เบื้องต้นผู้ต้องหายังปฏิเสธให้การ และถูกควบคุมตัวไว้ในห้องขัง เตรียมส่งฟ้องศาลจังหวัดพัทยา

จากภาพกล้องวงจรปิดพบว่า ก่อนเกิดเหตุมีการนั่งดื่มสุราร่วมกัน และเกิดปากเสียงภายในวง ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเพื่อน และผู้ตายพยายามเข้าห้าม แต่กลับถูกยิงจนเสียชีวิต
ด้านพี่ชายของผู้ตาย เปิดเผยว่า น้องชายไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกับผู้ก่อเหตุ และพยายามเข้าไปห้ามพร้อมยกมือไหว้ แต่กลับถูกยิง พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงแรงจูงใจ และเชื่อว่าอาจมีเบื้องหลัง พร้อมเตรียมตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด

ครอบครัวยังระบุอีกว่า หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้โยนโทรศัพท์มือถือของผู้ตายลงทะเล ซึ่งขณะนี้สามารถงมขึ้นมาได้แล้ว และเตรียมนำข้อมูลภายในมาตรวจสอบ เพื่อหาความจริงในคดีนี้
ขณะเดียวกัน ครอบครัวกังวลว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีเส้นสายและอิทธิพลในพื้นที่ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้เสียชีวิตได้รับความเป็นธรรม
เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจและตั้งคำถามต่อสังคมอย่างหนัก เมื่อผู้ที่ควรเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับกลายเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียเอง ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ